cherchom x-tra มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร

cherchom x-tra มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่วันนึงตอบกันหลายๆหน วันนี้เลยจัดการรวบรวมเทคนิคการลดน้ำหนักสำหรับมือใหม่มาฝากกัน วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้ คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้ cherchom x-tra.

cherchom x-tra

cherchom x-tra ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน เชอชม x tra

อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม

เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง cherchom x-tra

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก

อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก คนส่วนมากมักจะโฟกัสไปที่จำนวนตัวเลขที่ลดลงจากเครื่องชั่งน้ำหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบไปด้วย น้ำ กระดูก กล้ามเนื้อ และไขมัน นั่นหมายความว่าน้ำหนักที่ลดลงไปนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไขมัน(ที่เราต้องการให้หายไป)เสมอไป

การใส่เสื้อกันหนาววิ่งเพื่อให้เหงื่อออกมากๆ การอบซาวน่า หรือการใช้เครื่องดื่มลดน้ำหนัก(บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอ่อนๆ เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายจะขับถ่ายน้ำออกมามาก) ทำให้น้ำหนักของเราดูเหมือนจะลดลง แต่ทั้งที่จริงแล้วเป็นน้ำหนักของน้ำต่างหากที่หายไป ส่วนไขมันยังอยู่เหมือนเดิม เมื่อเราดื่มน้ำเข้าร่างกายมากๆน้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม (เหมือนนักมวยที่อดน้ำก่อนชั่งน้ำหนักขึ้นชก เพื่อให้ดูเหมือนว่าน้ำหนักตัวน้อยกว่าความเป็นจริง)

ทำนองเดียวกับการอดอาหารหรือกินน้อยมากๆ จะทำให้ร่างกายจะเปิดระบบป้องกันตัวเองโดยนำกล้ามเนื้อมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ทำให้นอกจากไขมันจะไม่ลดลงแล้ว กล้ามเนื้อซึ่งเป็นส่วนที่เผาผลาญพลังงานมากที่สุดในร่างกายก็ลดลงไปด้วย (น้ำหนักลงเยอะจริง แต่เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อเสียส่วนมาก) การลดน้ำหนักแบบนี้ยังมีข้อเสียที่สำคัญคือ เมื่อกลับมากินเท่าเดิมร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง เนื่องจากกล้ามเนื้อได้หายไปแล้ว

การลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ

มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่จะทำให้น้ำหนักของคุณลดลงไปพร้อมกับมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนได้ คือ อาหารและออกกำลังกาย อาหารที่มีประโยชน์ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

โปรแกรมลดน้ำหนักของเราประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

การทำเวทเทรนนิ่ง
การทำกิจกรรมแบบแอโรบิค หรือ ส่วนของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
การรับประทานอาหารที่มี่คุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ
weightloss
1. เวทเทรนนิ่ง

weight training
วิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าการลดความอ้วนที่ได้ผลดีที่สุดจำเป็นจะต้องมีการเล่นเวทควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเวทเทรนนิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน(เมตาบอลิซึม)ของร่างกายให้สูงขึ้นหลังจากเล่นถึง 48 ชั่วโมง หมายความว่าไขมันจะถูกใช้เผาเป็นพลังงานทั้งวันแม้ตอนหลับ ซึ่งการทำคาร์ดิโอเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นปฏิกริยานี้เท่าได้มากเท่ากับการเล่นเวท

ประโยชน์อีกอย่างของเวทเทรนนิ่งคือช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในขณะที่เราอยู่ในช่วงควบคุมอาหาร การลดความอ้วนนั้นแท้จริงแล้วก็คือ การกินให้น้อยกว่าที่ใช้ เราบังคับให้ร่างกายนำไขมันที่ถูกเก็บสะสมออกมาใช้ เมื่อไขมันหายไปเราก็ผอมลง ฟังดูง่ายแต่ความเป็นจริงร่างกายเราซับซ้อนกว่านั้น เพราะเมื่อเราลดอาหารลง ร่างกายมีแนวโน้มที่จะสลายกล้ามเนื้อมาแปลงเป็นพลังงานมากขึ้น เวทเทรนนิ่งจึงเข้ามาเป็นตัวช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่มากเกินไปนั่นเอง

ตารางข้างล่างเป็นตารางเวทเทรนนิ่งสำหรับโปรแกรมนี้ คุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อหลักทุกส่วนของร่างกาย ตารางฝึกมีทั้งหมด 10 ท่า ท่าละ 15 ครั้ง 3 เซต และในหนึ่งสัปดาห์ให้ฝึก 3 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ การเลือกใช้น้ำหนักให้เลือกที่สามารถทำได้จนครบจำนวนครั้งในทุกๆเซตโดยท่าทางต้องไม่ผิด

2. การทำคาร์ดิโอ

การทำกิจกรรมแอโรบิค(คาร์ดิโอ) เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันในการลดน้ำหนัก คาร์ดิโอจะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่วนที่ติดอยู่บริเวณ หน้าท้อง รอบเอว สะโพก ต้นขาหลังและต้นแขนด้านหลัง

กิจกรรมที่จะต้องทำสำหรับส่วนนี้คือ เดินหรือวิ่งเหยาะๆ อาจจะบนลู่วิ่ง(Treadmill), Elliptical, หรือปั่นจักรยาน ให้ได้ 30-60 นาที โดยให้ทำ 4-6 วันต่อสัปดาห์ คุณสามารถทำหลังจากเล่นเวทหรือทำวันที่ไม่ได้ฝึกก็ได้

ความเร็วที่ดีที่สุดในการเผาผลาญไขมันคือ ให้ชีพจรอยู่ที่ระดับ 68-79% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (ค่าการเต้นสูงสุดหาโดย 220 ลบด้วยอายุ เช่นผมอายุ 28 ค่าสูงสุดของผมคือ 220 – 28 = 192) ซึ่งการออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยนี้มีผลวิจัยสนับสนุนว่าจะสามารถดึงสัดส่วนไขมันออกมาใช้ได้มากที่สุด (สำหรับผู้เริ่มต้นถ้าทำแล้วเหนื่อยเกินไปก็ไปเป็นไร ให้เริ่มจากเดินหรือวิ่งเหยาะๆจนครบเวลาไปก่อน)

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำคาร์ดิโอ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำคาร์ดิโอคือหลังจากตื่นนอนก่อนทานอาหารเช้า หรือ หลังจากเล่นเวทเทรนนิ่งเสร็จ เนื่องจากเวลาทั้งสองเป็นเวลาที่เราใช้พลังงานจากไกลโคเจนซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักจนเกือบหมดหลังจากการนอนมาทั้งคืน หรือ ฝึกมาตลอดชั่วโมง ดังนั้นการทำคาร์ดิโอในช่วงเวลานี้จะเป็นการบังคับให้ร่างกายนำไขมันมาใช้ในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ (ร่างกายต้องการเก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน)

ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าคุณไม่สะดวกกับเวลาทั้งสองก็ไม่เป็นไรครับ เวลาที่ดีที่สุดคือเวลาที่คุณสามารถทำมันได้อย่างสะดวกที่สุด และสม่ำเสมอที่สุด

เพิ่มเติม: คาร์ดิโอแบบ Interval

สำหรับผู้ที่มีร่างกายฟิตในระดับหนึ่ง อาจจะลองวิธีคาร์ดิโอที่เรียกว่า Interval ดู วิธีนี้คือการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา มีวิธีทำคือ ให้เริ่มต้นด้วยการวิ่งเหยาะๆเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ร่างกายร้อนเต็มที่ หลังจากนั้นให้เริ่มวิ่งเต็มแรง 30 วินาที แล้วหยุดเดิน 30 วินาที แล้ววิ่งเต็มแรงอีกครั้ง แล้วหยุดอีกครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 20 นาทีก็ถือว่าจบการฝึก

มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าการฝึกแบบ Interval Training ช่วยเร่งอัตราเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้นมากกว่าการฝึกด้วยความเร็วคงที่เป็นเวลานานถึง 1-2 วันเลยทีเดียว ทำให้ไขมันถูกเผาผลาญไปมากกว่าการทำคาร์ดิโอแบบปกติ

3. อาหาร

ส่วนสุดท้ายนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก(อาจสำคัญที่สุด) ก็คือเรื่องของการอาหารนั่นเอง สาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคอ้วนคือ กรรมพันธุ์ ความสามารถในการเผาผลาญอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เราสามารถแก้ได้ด้วยวิธีแบบเดียวกัน คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ

หัวใจของการลดความอ้วนคือการกินให้น้อยกว่าที่ใช้ไป บังคับให้ร่างกายดึงไขมันที่ถูกเก็บสะสมอยู่ตามที่ต่างๆออกมาใช้ ดังนั้นการลดแคลอรี่ที่เรารับเข้ามาจึงสำคัญพอๆกับการออกกำลังกาย โดยการลดจำนวนอาหารที่กินนั้นไม่ควรจะลดลงมากๆในครั้งเดียว ที่ถูกควรจะลดลงทีละ 20% ของจำนวนแคลอรี่ที่คุณเคยกิน ด้วยอัตรานี้คุณจะสามารถลดน้ำหนักที่เป็นไขมันล้วนๆลงได้ประมาณ 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์โดยที่ไม่รู้สึกหิวและทรมาน อีกทั้งจำนวนน้ำหนักที่ลดลงจะอย่างถาวรเพราะร่างกายมีเวลาปรับความคุ้นชินที่เพียงพอ

**อย่างไรก็ตามร่างกายมนุษย์ต้องการพลังงานอย่างน้อย 1,200 แคลอรี่เพื่อให้อวัยวะภายในและระบบการทำงานต่างๆทำงานได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรับแคลอรี่น้อยกว่านี้เพราะอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวได้

จะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพสูงแต่ให้แคลอรี่น้อย เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอดอาหารหรือทรมานจากความหิวอีกต่อไป เราสามารถรู้สึกอิ่มได้โดยไม่ได้รับแคลอรี่ที่มากเกิน ซึ่งอาหารประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารที่มีไขมันดี ผักผลไม้ และโปรตีน

Nutrition
1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ประเภทอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักก็คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารประเภทนี้ได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ถั่ว เป็นต้น (มักจะอยู่ในรูปธรรมชาติที่สุด คือมีเปลือก ไม่ผ่านการขัดสี และมีกาก) อาหารพวกนี้ใช้เวลานานในการถูกย่อยเนื่องจากมีเส้นใย(fiber) อยู่มาก ทำให้พลังงานค่อยๆถูกปล่อยออกมาทีละนิด เราจึงรู้สึกอิ่มได้นานโดยได้รับแคลอรี่ไม่มากเกินไป

2. ไขมันดี

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักบางท่านไม่ทานไขมันเลย นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไขมันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสร้างฮอร์โมนเพื่อให้ร่างกายเป็นปกติ ไขมันยังช่วยในกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ และเป็นตัวทำละลายวิตามินบางชนิดอีกด้วย ไขมันมีประโยชน์ เราจำเป็นต้องกินไขมัน แต่ควรจะเลือกรับประทานไขมันชนิดดีเท่านั้น cherchom x-tra ไขมันดีได้แก่ไขมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันมะกอก, อโวกาโด, ถั่ว, ไขมันจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน เป็นต้น ส่วนไขมันที่ต้องเลี่ยงคือไขมันจากสัตว์ เช่น มันหมู, น้ำมันปาล์ม, เนย เนื่องจากเป็นไขมันที่สามารถไปอุดตันในเส้นเลือดทำให้เกิดโรคหัวใจได้

3. ผักและผลไม้

ผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีกากใยสูง จุดเด่นของอาหารประเภทนี้คือหนักกระเพาะ ทำให้อิ่ม แต่ไฟเบอร์ไม่มีแคลอรี่ เราจึงอิ่มได้โดยไม่ได้รับแคลอรี่ที่มากเกินไป ผักและผลไม้จึงเป็นของว่างอย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน แทนที่ยามบ่ายจะหยิบขนมกรุบกรอบมากินก็กินแอปเปิ้ลแทน เพราะนอกเหนือจากจะอิ่มแล้ว ใยอาหารจากผักผลไม้ยังช่วยขัดขวางไขมันในลำไส้เราให้ถูกดูดซึมได้น้อยลงอีกด้วย

4. โปรตีน

โปรตีนจำเป็นอย่างยิ่งในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผู้ที่อยู่ในช่วงลดความอ้วนมีแนวโน้มที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพออย่างน้อยจำนวน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจต้องเพิ่มไปจนถึง 1.8 กรัม / น้ำหนักตัว 1 kg) โปรตีนชั้นดีได้จาก ไข่ นมขาดมันเนย เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา และถั่วต่างๆ

บทสรุปส่งท้าย

การที่จะทำให้น้ำหนักลดลง รูปร่างดูดีขึ้น ไปพร้อมๆกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องทำทั้ง 3 ส่วนนี้ไปพร้อมๆกันอย่างสมดุลย์ ไม่ออกกำลังกายหักโหมเกินไป ไม่ลดอาหารจนมากเกินไป ร่างกายของเรานั้นชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ทำตามโปรแกรมข้างต้น ให้เวลาร่างกายค่อยๆปรับความเคยชิน และขออย่าใช้ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่โฆษณาอย่างบ้าคลั่งในปัจจุบันตามสื่อต่างๆ ผลิตภัณฑ์พวกนี้ไปเร่งให้ร่างกายทำงานผิดปกติ มันอาจจะได้ผลอย่างรวดเร็วจริง แต่ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม และเมื่อคุณหยุดใช้ก็จะกลับมาอ้วนอีกอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวพฤติกรรมจริงๆ ดังนั้นมาลดความอ้วนด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ ที่เราให้สัญญาว่าได้ผลอย่างแน่นอนไปพร้อมๆกับสุขภาพที่ดีขึ้นกันเถอะครับ พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะประสบความสำเร็จกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองให้ดูดีขึ้นได้ในที่สุดครับ cherchom x-tra.

เพียวไวท์ คอลลาเจน คอลลาเจน (Collagen) คืออะไร? คอลลาเจน คือโปรตีนธรรมชาติ

เพียวไวท์ คอลลาเจน คอลลาเจน (Collagen) คืออะไร? คอลลาเจน คือโปรตีนธรรมชาติที่พบได้มากในผิวหนังและกระดูกของสิ่งมีชีวิต ลักษณะจะเป็น โครงสร้างตาข่าย หนาแน่นขนาดเล็กมาก เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังและกระดูก โครงสร้างเหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสลายเองตามอายุที่มากขึ้น จึงทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น ข้อต่อและกระดูกเสื่อม โดยทั่วไปคอลลาเจนไม่สามารถรับประทานได้โดยตรง เพราะมีขนาดและความหนาแน่นสูงมาก ดูดซึมได้ยาก จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปให้มีขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ ง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคอลลาเจนทั่วไปมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ เจลลาติน (สารให้ความหนืดชนิดหนึ่ง) และชนิดที่ 2 คือ คอลลาเจนพร้อมรับประทาน ( Hydrolyzed Collagen ) CollaHealth / คอลลาเฮลท์ทำไมร่างกายต้องการคอลลาเจน? เมื่อเรามีอายุมากขึ้น : คอลลาเจนในร่างกาย (ผิวหนังและกระดูก) จะเริ่มเสื่อมลง ในขณะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างคอลลาเจนออกมาทดแทนได้ เมื่ออายุ 25 ปี ขึ้นไป ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนใหม่ทดแทนได้น้อยลงเรื่อยๆ เมื่อร่างกายไม่สามารถผลิต คอลลาเจนใหม่ได้ทันตามการสูญเสียของร่างกาย เราจึงจำเป็นต้องรับประทานคอลลาเจนเสริมเพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปตาม ธรรมชาติ เพียวไวท์ คอลลาเจน.

เพียวไวท์ คอลลาเจน
เพียวไวท์ คอลลาเจน การสูญเสียคอลลาเจนมีผลต่อสุขภาพอย่างไร? คอลลาเจนฝนฝน
คอลลาเจนเปรียบเสมือนนำ้ล่อเลี้ยงข้อต่อ ดังนั้นเมื่อคอลลาเจนลดลง กระดูกจะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดกระดูก ปวดข้อต่อ รวมไปถึงทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนตามมา pure white collagen
ดังนั้นการกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถช่วยให้หายจากอาการปวดกระดูก ปวดข้อต่อต่างๆได้ นอกจากคอลลาเจนจะช่วยในเรื่องของกระดูก ข้อต่อแล้ว ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพผิวอีกด้วย เพียวไวท์ คอลลาเจน

คอลลาเจน (Collagen) เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์และความหมาย คอลาเจนคืออะไร และทำไมผู้หญิงยุคปัจจุบันจึงนำคอลลาเจนมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเพื่อใช้ในการเสริมความสวยงามของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทาน การใช้เครื่องสำอางค์ที่มีสวนผสมของคอลลาเจน และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เรามีคำตอบให้กับสาวๆ ที่ยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ และความหมาย ซึ่งจะนำพาให้สาวๆ ตัดสินใจถูกว่าควรจะเลือกใช้แบบไหนกันดี และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร

คอลลาเจน คือ โปรตีนธรรมชาติที่พบมากในผิวหนังและกระดูกของสิ่งมีชีวิต ลักษณะเป็นโครงสร้างตาข่ายหนาแน่นขนาดเล็กมาก เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังและกระดูก โครงสร้างเหล่านี้ จะค่อยๆ เสื่อมสลายเองตามอายุที่มากขึ้น เช่น รอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง ข้อต่อและกระดูกเสื่อม

โดยทั่วไปคอลลาเจนจะไม่สามารถรับประทานได้โดยตรง เพราะมีความหนาแน่นสูงมาก ร่างกายดูดซึมได้ยาก จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปให้มีขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย เพียวไวท์ คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคอลลาเจนโดยทั่วไปมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ เจลาติน (สารให้ความหนึดชนิดหนึ่ง) และชนิดที่สองคือ คอลลาเจนพร้อมรับประทาน (Hydrolyzed collagen) เช่น มีเลิฟ และอีกหลากหลายยี่ห้อ

เมื่อคอลลาเจนในร่างกายไม่เพียงพอจะมีผลกระทบอย่างไร

ในร่างกายคนเราประกอบด้วย คอลลาเจนมากถึงประมาณ 30-40% เมื่อคอลลาเจนในร่างกายน้อยลงจึงมีผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย เฃ่น ผิวหนัง จะแห้งกร้าน หยาบกระด้างเหี่ยวย่น และมีตกกระ, สุขภาพ กระดูกข้อต่อเสื่อม อาจทำให้มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว ระบบไหลเวียนโลหิตเสื่อม และอาจจะทำให้ระบบอื่นๆ เสื่อม การเผาผลาญไขมันน้อยลง ดูแก่ เช่น ผมขาว เล็บเปราะง่าย สุขภาพโดยรวมไม่ดี

ในคนเราเมื่อมีอายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจน (collagen) จะเริ่มเสื่อมสภาพลง เพราะอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในชั้นหนังแท้จะลดลงถึง 1.5% ต่อปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เราสามารถทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปได้โดยการนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ และ การรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น มีเลิฟ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบระหว่างการฉีดและการทานแล้ว จะพบว่าวิธีการทานนั้นง่ายและสะดวกมากกว่าการฉีด ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากแถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

คอลลาเจนสำคัญกับผิวพรรณอย่างไร

คอลลาเจน (collagen) ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ เช่น ลดการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ในวงการผิวพรรณและความงามก็นำคอลลาเจนมาใช้เป็นส่วนประกอบกันอย่างแพร่หลาย เช่น สกินแคร์ที่มีสารไมโครคอลลาเจน และวิตามินซีช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสท์ หรือการฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง ซึ่งทำให้ผิวเรียบตึงขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน ส่วนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อผิวสวยนิยมใช้คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกเพราะมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มากที่สุด เพียวไวท์ คอลลาเจน.

merci bulgarian yogurt สูตรหน้าขาว ใส เนียน ที่เราจะเอามาลงในครั้งนี้

merci bulgarian yogurt สูตรหน้าขาว ใส เนียน ที่เราจะเอามาลงในครั้งนี้ คือสูตรที่เรา “คิดขึ้นเอง” ทดลองมาเเล้ว ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง เเน่ใจนิดนึง ว่าได้ผล เพราะมีเเต่คนบอกว่าผิวหน้าค่อนข้างดี (ดียังไง หลังไมค์) (ไม่ได้ชมตัวเองนะอย่าเข้าใจผิด = = เเค่การันตีสูตรเฉยๆ) เป็นสูตรสำหรับ คนขี้เกียจดูเเลผิวหน้า ขี้เกียจทาครีมทุกวัน ขี้เกียจพอกหน้าทุกอาทิตย์กว่าหน้าจะใสให้ซักครั้งหรือใช้ฟื้นฟูสภาพผิวหลังลงศึกกีฬาสี เล่นกีฬา เรียน รด. ว่ายน้ำ ออกเเดดกลางเเจ้งฯลฯ เรียนหนัก หน้าคล้ำหลังสอบ ซึ่งมักจะไม่มีเวลามาลงโทนเนอร์ทุกเย็น หรือสครับผิวก่อนนอนเเน่ๆ มันยุ่งยาก.. เเละสิ้นเปลืองเวลา เราเลยลองผิดลองถูกกับผิวหน้าตัวเองมาตั้งนาน กว่าจะได้มันขึ้นมา เพราะฉะนั้น ถ้าจะเผยเเพร่ ให้เครดิตด้วยนะโงะ P.S เเต่ละครั้งที่จะทำการฟื้นฟูสภาพผิวเช่นนี้ ขอเเนะนำว่า ควรเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หยุดคริสต์มาส ปิดเทอม เพื่อจะได้มีเวลาเต็มที่ในการฟื้นฟูสภาพหน้าในเเต่ละครั้ง P.S2 ทดลองกับเพื่อนๆ สามคน ซึ่งทำให้รุ้ว่า สูตรนี้ สามารถช่วยคุณได้ เพียงเเค่ทำในครั้งเดียว =w=(เเต่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของเเต่ละคนด้วยนะจ๊ะ) merci bulgarian yogurt.

merci bulgarian yogurt

merci bulgarian yogurt ขอบอกว่าใช้เวลานิดนึง = =; เรานั่งจ๋องอยู่ในห้องน้ำตั้งครึ่งชม.เเน่ะ เมอร์ซี่ บัลแกเรียน โยเกิร์ต
(เเต่ทำสามเดือนครั้ง 5555 ขี้เกียจ)

อุปกรณ์
1. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
อย่าทะลึ่งเอาสตอร์เบอร์รี่หรือวุ้นมะพร้าวเพื่อหวังความเเนวเด็ดขาด มิฉะนั้นใบหน้าของคุณจะเกิดการอุดตันอย่างร้ายเเรง =[]=
2. น้ำผึ้งหลอดสวนจิตรลดา
จะเป็นน้ำผึ้ง ขวด โหล โอ่ง หรือเเก้วก็ไม่ผิด เเต่ที่เเนะนำน้ำผึ้งหลอด เพราะหาซื้อได้ง่ายตามเซเว่น เเละเเน่ใจว่า เป็นน้ำผึ้งเเท้ ไม่ปลอมเเน่นอน (เพราะถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอม ที่ทำมาจกน้ำตาลเชื่อม ใบหน้าของคุณ จะเต็มไปด้วยสิวหัวช้างหลังใช้ โอ้วม่ายยย)

3.มะนาว
เพราะมะนาว มีฤทธิ์เป็นกรด ราคาถูก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้หน้าสาว ใส ผลัดเซลล์ผิว merci bulgarian yogurt
เเนะนำว่าเป็นลูกเขียวๆ ลูกละสามบาทที่หาได้ตามตลาดจะง่ายที่สุด อย่าอวดรวยซื้อเลม่อนเหลืองต่างประเทศมาเด็ดขาด เพราะ เรายังไม่เคยลอง (อ้าว)

4. สบู่ที่ล้างหน้าไว้ใจได้หนึ่งก้อน (เเนะนำว่า ไม่ควรใช้สูตรนี้ควบคู่กับ ตรานกเเก้ว โพรเทกส์ ฯลฯ กับผิวหน้า อิอิ)

ขั้นตอนน
1. ล้างหน้าอันหยาบกร้านของท่านด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้ก้อนนั้น ล้างให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เเนะนำว่าอย่าล้างเเบบวนขึ้น สิ่งสกปรกจะไหลย้อนเขารูขุมขนทันที = =

2. ใช้มะนาวลูกเขียว ผ่าครึ่ง ทำมือเป็นอุ้งรูปกรวย ค่อยๆบีบน้ำมะนาวลงไปที่ฝ่ามือ เเล้วค่อยๆเอามืออีกข้าง(ต้องเเนะนำมั้ยว่าให้วางมะนาวลงก่อน?)ป้ายน้ำมะนาวนั้นที่ใบหน้า ระวังอย่าให้เข้าตา เพราะน้ำมะนาวอาจทำให้ตาบอด เเละห้ามให้เข้าปาก เพราะ มันจะเปรี้ยว

3. เพียงเสี้ยววินาทีที่หน้ามะนาวถุกป้ายเต็มหน้าเเล้ว บางรายอาจรุ้สึกจี๊ดๆที่ผิว เเนะนำว่าให้รีบล้างออกด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้ อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างเเรง เเต่ใช้ผลัดเซลล์ผิวได้ดี ดังนั้น เเม้ว่าคุณจะเป็นพวกมาโซคิส์ ชอบความรู้สึกซาบซ่านยามมะนาวกัด ก็ไม่ควรเเช่มันไว้นาน

4. ใช้สบู่ที่ไว้ใจได้ล้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คุณจะรู้สึกจี๊ดๆไปอีกสักพัก นี่คือขั้นตอนที่ดีที่สุด หลังผ่านสมรภูมิเปรี้ยว.. ให้ใช้โยเกิร์ตทั้งถ้วย ผสมกับน้ำผึ้งสองช้อนโต๊ะ(ถ้าเหลือก็อาจนำไปใช้บำรุงผิวกายได้ต่อตามอัธยาศัย หรือถ้าเสียดาย จะซัดโฮกให้หมดถ้วยก็ตามเเต่)พอกไปที่ใบหน้า เเล้ว รอ..

รอจนกว่าโยเกิร์ตจะเเห้งตึงจนพูดไม่ได้…. อาจขี้เกียจรอนิดนึง เพราะต้องมีอะไรไปทำต่อ… เเต่ก็ต้องรอนะจ๊ะ (ก็บอกเเล้ว ว่าให้ทำตอนวันหยุด!) อาจเดินไปเปิดพัดลมเบอร์สามเพื่อเร่งโยเกิร์ตให้เเห้งเร็วๆก็ได้นะ

จากนั้น ขั้นตอนสุดท้าย ล้างหน้าด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้จนโยเกิร์ตหายไปหมด อย่ารีบร้อนล้างลวกๆเเล้ววิ่งไปดูหนังช่องสามต่อเด็ดขาด เพราะข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ หน้าของคุณจะมันเพราะโยเกิร์ต เเละจะเป็นผิวผื่นขึ้นเต็มไปหมด = = (ดังนั้นล้างให้ดีๆ สะอาดๆ ขอเตือน) เเล้วจะพบกับผลลัพธ์ที่น่าเเปลกใจ
มีผิวหน้าใส ๆ ยังไงก็น่ามอง ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง
แต่บางครั้ง บางคน ก็ปล่อยตัวเองมายาวนาน ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ดูแลผิว
แบบนี้ต้องฟื้นฟูสภาพกันโดยด่วน ความสว่าง กระจ่างใส จงกลับมา ภายใน 7 วัน ณ บัดนี้ เพี้ยง!!
วันที่ 1 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day1
เริ่มด้วยกระบวนการสครับเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปให้ด่วนเลย แต่ต้องด่วนอย่างอ่อนโยน โดยเลือกสครับด้วย น้ำตาลทรายแดง + น้ำผึ้ง + นมสด ใช้เวลาในการขัดผิวหน้าเบา ๆ ประมาณ 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วตามด้วยน้ำเย็น สครับผิวหน้าแบบนี้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

วิ่งเหยาะ ๆ 20 นาที ให้เหงื่อออก เพื่อขับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน

ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ และไนท์ครีมก่อนนอน

วันที่ 2 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day2
มาส์กหน้าด้วย น้ำมะนาว + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ merci bulgarian yogurt ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่า

วันที่ 3 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day3
ก่อนนอน หลังจากล้างหน้าสะอาดและทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์แล้ว ให้ ทาน้ำมะนาวบาง ๆ จนทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออกด้วยนำสะอาด
ทาริมฝีปากด้วยน้ำผึ้ง

วันที่ 4 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day4
ทาเดย์ครีมและครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเช่นทุกวัน
ล้างหน้าให้สะอาด นวดหน้าเบา ๆ ด้วยน้ำแข็งก้อนห่อผ้านุ่ม ๆ แล้วเช็ดผิวหน้าให้แห้งก่อนทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ตามด้วยไนท์ครีม

วันที่ 5 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day5
สครับหน้าด้วย น้ำตาลทรายแดง + น้ำผึ้ง + นมสด ประมาณ 3 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น
น้ำแข็งก้อนห่อผ้านุ่ม ๆ วางบนใบหน้า แล้วค่อย ๆ ขยับไปทั่ว
สครับริมฝีปากด้วย น้ำตาลทรายแดงกับน้ำผึ้ง
ทำโยคะท่าง่าย ๆ ประมาณ 15 นาที
ก่อนนอน ทาหน้าด้วยน้ำมะนาวบาง ๆ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก

วันที่ 6 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day6
มาส์กหน้าด้วย น้ำมะนาว+โยเกิร์ต +น้ำมันมะกอก

วันที่ 7 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day7
ใช้ น้ำนมเช็ดทำความสะอาดใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
ทา น้ำมะนาวบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที merci bulgarian yogurt.

โอเมทิซ คอลลาเจน สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้กระแสการรับประทานวิตามินซี

โอเมทิซ คอลลาเจน สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้กระแสการรับประทานวิตามินซี กำลังมาแรงนะคะเพราะมีส่วนในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ นอกจากนี้แล้ววิตามินซีก็ยังมีประโยชน์กับผิวหน้าด้วยค่ะ เป็นที่รู้กันดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์ในไม่กี่ประเภทที่ไม่สามารถสังเคราะห์ วิตามินซีได้เองแต่เราก็สามารถกินอาหารต่างๆ เข้าไปมากมายเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ประโยชน์ของวิตามินซีกับผิวหน้า วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง และมีประโยชน์กับผิวหนังคือวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำ ได้จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้ผิวเต่งตึงช่วยป้องกันอันตรายจากรังสียูวีของแสงแดด และช่วยให้เซลล์ผิวหนังได้ปรับสภาพคอลลาเจนซึ่งเป็นใยโปรตีนในหนังแท้ ทำให้ผิวดูสวยงาม ช่วยให้ผิวกระจ่างใส วิตามินซีจึงเป็นส่วนผสมหนึ่งที่นิยมมาใส่ในเครื่องสำอาง เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยทำให้ผิวดูขาวใสขึ้นและยังช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนให้กับผิวพรรณ นี่ก็เป็นประโยชน์ของวิตามินซีที่ดีกับร่างกายและผิว ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง และขาวใสได้โดย 1. ช่วยยับยั้งการลำเลียงเม็ดสีขึ้นไปบนผิวหนัง ผิวจะกระจ่างใสขึ้น 2. ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนจึงช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้นได้ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
3. วิตามินซี ช่วยปกป้องผิวจากกันรังสียูวีได้ อีกทางเลือกที่จะช่วยให้คุณมีผิวเนียนใสทั้งตัว ก็คือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่อาจได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งเราจะสังเกตได้เลยว่าคนที่ไม่ชอบรับประทานผักจะทำไม่ค่อยเนียนใส เปล่งปลั่งเท่าที่ควร เมื่อใช้วิธีการรับประทานวิตามินซี ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว โดยวิตามินซีจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวที่เสื่อมโทรมให้ค่อยๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ค่ะ แต่ทางที่ดี การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำทุกวันเป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายด้วยค่ะ และที่สำคัญควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 นาที หรือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์นะคะ เพียงเท่านี้ ผิวหน้าคุณก็จะสวยใส เปล่งปลั่งและ สุขภาพแข็งแรงต้านโรคภัย ต่างๆ ได้อย่างสบาย โอเมทิซ คอลลาเจน.

โอเมทิซ คอลลาเจน

โอเมทิซ คอลลาเจน ส่วนนี้เป็นที่มาจากนิตยสารใกล้หมอที่ตีพิมพ์นานแล้วค่ะ เรามาดูประโยชน์อันมากมายมหาศาลของวิตามินซีกันดีกว่านอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนะค่ะ omatiz collagen

ประโยชน์ของวิตามินซีอื่นๆอีกมากมาย

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้ โอเมทิซ คอลลาเจน

วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างด
ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โอเมทิซ คอลลาเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน C มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น
ทำไมต้องเสริมคอลลาเจนด้วยการรับประทาน

เมื่อถึงเวลาที่ผิวคุณต้องการเติมคอลลาเจนโปรตีน เราต้องรู้ก่อนว่าสารอาหารนี้เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนทั่วไปไม่สามารถซึมผ่านผิวเราได้โดยการทาหรือกินสารอาหารที่มีคอลลาเจนทั่วๆไป การเติมสารนี้เข้าผิวคุณให้ได้ผลสามารถทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า เพราะจะช่วยให้ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกๆวัน เพียงพอต่อผิวหนังคุณที่ต้องการสารนี้นำไปช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น

ปัจจุบันนี้มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลา ที่ให้มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคนมากที่สุด เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจึงจะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนภายในผิวคุณไปช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย โอเมทิซ คอลลาเจน.

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 2 ลดน้ำหนักด่วน 6-8 กิโลกรัม

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 2 ลดน้ำหนักด่วน 6-8 กิโลกรัม การลดน้ำหนักด่วนแบบมีสูตรอาหารตายตัวเลยทั้งมื้อเช้า กลางวันและเย็นมาดูกันเลยว่า ลดน้ำหนัก 1 เดือนต้องกินและออกกำลังกายอะไรบ้าง มื้อเช้า กินไข่ต้ม 1-2 ฟอง เลือกกินแต่ไข่ขาวได้ก็ดี หรือถ้าเบื่อไข่แล้ว ลองกินน้ำเต้าหู้สัก 1 ถ้วยก็ได้ มื้อกลางวัน อนุญาตให้กินอาหารตามใจชอบ 1 จาน แต่ข้อควรระวัง อย่าเป็นอาหารประเภทข้าวขาหมู หรือหอยทอด น้ำมันท่วม มื้อเย็น กินแอปเปิ้ลเขียว 1 ผล หรือสลัดผักก็ได้แต่จานเล็กๆ พอ อย่าซัดเยอะเกินไป ที่สำคัญไม่ควรกินอะไรหลังจาก 2 ทุ่ม ลดน้ำหนักเร่งด่วน ด้วยการกระโดดเชือก วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ด้วยการกระโดดเชือก จะช่วยทำให้เราแข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกาย จะใช้วิธีการกระโดดเชือก 1 ชม. สัปดาห์ล่ะ 2 ครั้ง และเต้นแอโรบิค 1 ชม. สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ถ้าอยากได้คลิปเต้นแอร์โรบิคดีๆ ก็มาที่ลิ้งนี้ได้เลย : วิดีโอแอร์โรบิค ลดน้ำหนัก ใน 25 นาที l carnitine apple plus.

l carnitine apple plus

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 3 ลดน้ำหนักด่วน 9-10 กิโลกรัม แอล คาร์นิทีน แอปเปิ้ล พลัส

การลดน้ำหนักเร่งด่วนสูตรนี้นะครับ จริงๆไม่อยากแนะนำเท่าไหร่ เพราะโหดไปหน่อย แต่ก็เอามาให้อ่านเผื่อว่าจะมีคนที่อยากลดน้ำหนัก 1 เดือนให้ได้จริงๆจังๆลองทำดู มีอะไรบ้าง

มื้อเช้าและมื้อเย็น กินแต่ผักและผลไม้ หรืออาหารนึ่งๆ ต้มๆ เท่านั้น หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ ถ้าจะกินเนื้อ ให้กินได้แต่อกไก่กับเนื้อปลาเท่านั้น
มื้อกลางวัน ให้เลือกเอาว่าจะกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม เกาเหลา สลัด หรือส้มตำก็ต้องสั่งแบบไม่ใส่น้ำตาลนะ
หลัง 1 ทุ่ม ต้องงดอาหารทุกชนิด แต่ถ้าหิว ส้มหรือแอปเปิ้ล 1 ผล ก็โอเค l carnitine apple plus

ลดน้ำหนักเร่งด่วน ด้วยการเต้นแอโรบิค
เต้นแอโรบิค ช่วยเรื่องการลดน้ำหนักได้ดีเลยทีเดียว
การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิคหรือเปิดเพลงแดนซ์มันๆ 1 ชม. 4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ และว่ายน้ำหรือเล่นแบดมินตันก็ได้ 1 ชม. 2 ครั้งต่อสัปดาห์

อันนี้สำคัญมากนะครับ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเร่งด่วน 1 เดือนให้ได้เนี่ย ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะเห็นได้ว่าทุกสูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน จะมีตารางออกกำลังกายไว้ให้ด้วยซึ่งเราต้องทำตามอย่างเคร่งครัดเลยนะครับ ถ้าทำได้มากกว่าที่เขียนไว้ในสูตรแล้วเนี่ย การลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ

วันนี้ก็ได้แชร์วิธี ลดน้ำหนักเร่งด่วน พร้อม สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน ให้แล้วนะครับ ใครกำลังต้องการลดน้ำหนัก 1 เดือนให้ทันวันสำคัญก็ต้องยอมลงทุนทั้งกายและใจกันหน่อยแหล่ะครับ เหมือนที่ตอนต้นได้พูดไว้ว่า ทางด่วนก็ต้องจ่ายแพง แล้วออกกำลังกายให้ได้ผลแรงๆก็ต้องใช้แรงใจมากกว่าปรกติ อยากลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบนี้ก็ต้องพยายามมากกว่าคนที่เค้าลดน้ำหนักแบบปรกตินะครับ วันนี้สาระดีๆหมดแล้ว อยากให้คนไทยทุกคนหุ่นดี สวัสดีครับ

การเริ่มต้นดูแลตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย มีความเชื่อมากมายที่บอกเล่ากันปากต่อปากหรือในอินเทอร์เนตที่ฟังดูดี น่าเชื่อถือ แต่กลับไม่เป็นความจริง มาดูกันว่าอะไรคือ 10 ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยๆ เราจะมาเคลียร์ให้คุณทราบถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คุณจะได้เริ่มต้นการดูแลตัวเองโดยไม่หลงทาง และได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

1. เมื่อคุณหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมัน

ความจริง: เซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ที่ต้องการพลังงานตลอดเวลา มันจึงเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราไม่ชอบครับ ร่างกายของเราจะทำให้มันโตเพียงพอแค่กับที่เราใช้งานมันเท่านั้น ถ้าคุณยกดัมเบล 10 กิโล มันก็จะเติบโตเพียงแค่ให้รองรับกับน้ำหนัก 10 กิโลเปรียบเทียบไขมันและกล้ามเนื้อ และเมื่อคุณหยุดใช้งานมัน ร่างกายก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรักษากล้ามเนื้อนี้ไว้ กล้ามเนื้อนั้นก็จะเล็กลง เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง จึงส่งผลให้ปริมาณแคลอรี่ที่คุณควรได้รับต่อวันน้อยลงด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ถึงแม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้ว แต่ความอยากอาหารจะยังคงเท่าเดิม ดังนั้นแคลอรี่ที่เคยพอดีก็กลายเป็นส่วนเกินเก็บสะสมเป็นไขมัน จึงทำให้เราอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สรุป เซลล์กล้ามเนื้อกับเซลล์ไขมันเป็นคนละชนิดกัน ไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ เมื่อหยุดออกกำลังกาย เซลล์กล้ามเนื้อจะลีบลงทำให้เมตาบอลิซึมของร่างกายลดลง ดังนั้นถ้าคุณลดการกินลงให้พอดีกัน ก็จะไม่อ้วนอย่างแน่นอน

2. อาหารหรือเครื่องดื่มที่มี ไขมัน 0% ไม่ทำให้อ้วน
ความจริง: ในโลกนี้มีสารอาหารที่ให้พลังงานหลักอยู่ 3 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ ไขมัน การบริโภคสารอาหารทั้งสามมากเกินกว่าที่ร่างกายนำไปเผาผลาญได้ จะถูกเก็บสะสมเป็นไขมันทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ขนมที่เขียนติดไว้ว่า ไขมัน 0% ถ้ามันยังมีน้ำตาลอยู่ก็ทำให้อ้วนได้ครับ ดังนั้นให้สังเกตุจากแคลอรี่รวมที่ฉลากข้างหลังกล่องเป็นหลักว่าแคลอรี่มากน้อยเท่าไร (เดี๋ยวนี้การตลาดเค้าบิ้วเก่งมากๆ เราจะต้องหยุดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจซื้อนะครับ)

3. ซิทอัพ ช่วยลดพุงและสร้าง ซิกแพค

ความจริง: มีคำกล่าวของฝรั่งว่า “abs are made in the kitchen” หรือ “กล้ามท้องอันสวยงามสร้างจากห้องครัว” ต่อให้เราเล่นกล้ามท้องหนักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ยังไงก็ไม่มีทางที่จะพุงจะยุบแน่นอนครับ การเล่นกล้ามท้อง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อภายในก็จริง แต่มันถูกครอบไว้ด้วยชั้นไขมัน เราจึงต้องทำให้ชั้นไขมันหายไปก่อนจึงจะเห็นกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ได้ (โดยปกติคนทั่วไปผู้ชายจะต้องมี Body Fat น้อยกว่า 12% และผู้หญิงน้อยกว่า 20% ถึงจะเริ่มเห็นกล้ามหน้าท้อง) ดังนั้นการทำให้ไขมันหายไป และเห็นกล้ามท้องที่ชัดเจน จึงต้องใช้การควบคุมอาหาร บวกกับการทำคาร์ดิโอ เป็นหลัก
4. ทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด

ความจริง: Fat-Burning Zone ที่เราเห็นเป็นกราฟแปะอยู่บนเครื่องวิ่งไฟฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่วงการเต้นของหัวใจที่ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เป็นช่วงที่ร่างกายใช้ไขมันเป็นเปอร์เซนต์ส่วนมากในการเผาผลาญพลังงาน อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายถึงจำนวนแคลอรี่สุทธิทั้งหมดที่ใช้ไป

ความเป็นจริงนั้นคุณสามารถเบิร์นแคลอรี่โดยรวมได้มากกว่าด้วยการฝึกแบบหนักสลับเบา (วิ่งเร็วเต็มสปีด 1 นาที วิ่งช้า 1 นาทีสลับกันไป) หรือการฝึกแบบ HIIT เพราะการฝึกพวกนี้จะช่วยให้ร่างกายมีเมตาบอลิซึมที่สูงต่อเนื่องไปแม้จะออกกำลังกายเสร็จแล้ว โดยรวมทั้งหมดร่างกายจึงใช้แคลอรี่ไปมากกว่า

อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นการหนักเกินไปที่จะฝึก HIIT ทุกวัน ดังนั้นในวันที่อยากสบายๆ การทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

5. ผู้หญิงไม่ควรเล่นเวท เพราะจะทำให้กล้ามใหญ่

ความจริง: หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการบวม (Hypertrophy) คือฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรนที่มีมากในเพศชาย ฮอร์โมนตัวนี้เป็นตัวทำให้เกิดการเติบโตของกล้ามเนื้อ นั่น l carnitine apple plus หมายความว่า ถึงแม้ผู้หญิงจะยกน้ำหนักเท่าผู้ชาย แต่กล้ามเนื้อก็จะไม่โตเท่าผู้ชายอยู่ดี (ผู้หญิงที่เป็นนักเพาะกายตัวใหญ่เพราะเขามียีนที่ไม่เหมือนคนทั่วไป และยังอาจจะต้องกินฮอร์โมนเพศชายเข้าช่วยเพิ่มไปอีกด้วย)

6. ถ้าอยากจะลดความอ้วน ทำคาร์ดิโอจนได้น้ำหนักที่คุณต้องการ แล้วค่อยเริ่มเล่นเวทก็ได้

ความจริง: การทำคาร์ดิโอโดยไม่เล่นเวทเทรนนิ่งเลย ร่างกายมีแนวโน้มที่จะสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาแปลงเป็นพลังงาน ทำให้คุณสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายรับรู้ว่าเราต้องการกล้ามเนื้ออยู่ เราจำเป็นจะต้องเล่นเวทเทรนนิ่งหรือออกกำลังกายที่มีแรงต้าน แถมข้อดีอีกอย่างคือกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญพลังงานของร่างกายให้สูงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าการเล่นเวทจะไม่เบิร์นแคลอรี่มากนักในขณะเล่น แต่เมื่อคิดถึงแคลอรี่รวมทั้งหมดที่มันเบิร์นขณะพักทั้งวันด้วยแล้ว มันจะยิ่งช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

7. การกินผลไม้ทุกชนิดดีต่อสุขภาพ
ความจริง: ผลไม้บางชนิดมีแคลอรี่สูงเพราะเต็มไปด้วยน้ำตาล แน่นอนว่ามันดีกว่าขนมเค้กหวานๆหลายเท่าเพราะมีวิตามิน แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ การกินมะม่วง ลำไย ทุเรียน หรือผลไม้ที่มีรสหวานอาจยิ่งเพิ่มความอ้วนเข้าไปใหญ่ ถ้าต้องการจะกินเพื่อให้อิ่มท้องควรจะทานพวกผักใบเขียว แครอท บล็อคโคลี่ หรือผลไม้ที่ไม่หวานและมีกากใยอยู่เป็นจำนวนมากอย่าง แก้วมังกร แตงโม สตอเบอรรี่ จะดีกว่า

8. เราสามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้

ความจริง: การบังคับให้ร่างกายลดไขมันเฉพาะส่วนที่เราต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้ ไขมันไม่เหมือนกล้ามเนื้อที่เราเล่นตรงไหนก็จะโตตรงนั้น ไขมันเป็นเสมือนแผ่นผ้าใหญ่ๆที่คลุมร่างกาย เราไม่สามารถบังคับได้ว่าจะให้นำส่วนไหนมาใช้ก่อน พันธุกรรมของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนดเองว่ามันชอบที่จะใช้ไขมันส่วนไหนมาเบิร์นก่อนเพื่อน การลดต้นขา การลดพุง การลดต้นแขน ก็ต้องทำเหมือนกันคือ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ไขมันจะค่อยๆหายไปทั่วทั้งร่างกายเอง (การลดไขมันเฉพาะจุดมีวิธีเดียวคือไปดูดไขมันออกที่คลีนิค)

9. กล้ามเนื้อที่ชัดเจนมาจากการยกน้ำหนักเบาแต่หลายๆครั้ง

ความจริง: กล้ามเนื้อที่ชัดมาจากการที่เรามีกล้ามเนื้อและมีชั้นไขมันที่บางมาก ถ้าคุณฝึกด้วยน้ำหนักที่เบาตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการให้กล้ามใหญ่ คุณจะไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อได้ การสร้างกล้ามเนื้อให้ชัดเจนจริงๆแล้วจะต้องมาจากการเล่นเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ (8-12 ครั้ง หนักเท่าที่จะทำได้) รวมกับการทำยังไงก็ได้ให้เปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายต่ำมากๆ (ค่าประมาณ ผู้ชาย < 12% , ผู้หญิง < 20%) ซึ่งหลักๆก็คือการควบคุมอาหารนั่นเอง

10. ยิ่งเหงื่อออกมายิ่งลดไขมันได้มาก

ความจริง: เหงื่อไม่เกี่ยวกับไขมันที่เบิร์นออกไปเลย เหงื่อเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราใช้ขับความร้อนเท่านั้น การสังเคราะห์ไขมันเป็นพลังงานเกิดภายในร่างกาย ไม่เกี่ยวกัน

ดังนั้นการอบซาวน่า การใส่เสื้อกันหนาววิ่งเพื่อให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ทำให้ไขมันลดได้มากขึ้น (อาจจะเห็นว่าน้ำหนักลดลง เพราะเป็นน้ำหนักของน้ำที่สูญเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำกลับเข้าไปก็จะน้ำหนักเท่าเดิม) l carnitine apple plus.

dr.jill มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน

dr.jill มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน เพราะนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารมากที่สุด โดยจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ เหมาะกับการใช้ทำแกงส้มได้เป็นอย่างดี แต่รู้ไหมว่านอกจากมะขามเปียก จะมีดีเรื่องของการนำมาปรุงอาหารหรือสรรพคุณที่เป็นยาแล้ว มะขามเปียกก็สามารถนำมาใช้พอกหน้า เพื่อเพิ่มความขาวกระจ่างใสและดูอ่อนเยาว์ลงให้กับใบหน้าของเราได้อีกด้วย ซึ่งเราก็มี 7 สูตรมะขามเปียกพอกหน้ามาฝากดังนี้ สูตรมะขามเปียกพอกหน้า สูตรที่ 1 ขจัดเซลล์ผิวเก่า เพื่อผิวขาวกระจ่างใส ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, มะนาว 1 ช้อนชา วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 1 สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่ดูขาวกระจ่างใสยิ่งกว่า ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนและผ่องใสยิ่งขึ้น แถมยังช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้แดดได้ดีทีเดียว โดยวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกมาแยกเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมะขามเปียกที่ได้มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวที่เตรียมไว้ คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นผลลัพธ์ที่เร็วและทันใจยิ่งขึ้น มะขามเปียกพอกหน้า มาร์คหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2 กำจัดและลดการเกิดสิว ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก ½ ถ้วย, นมสด 1/3 ถ้วย dr.jill.

dr.jill

dr.jill วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2 ด๊อกเตอร์จิว
สูตรนี้จะช่วยกำจัดและลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวอักเสบ สิวอุดตันหรือสิวอะไรก็ตาม แถมด้วยคุณค่าจากน้ำนม ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสและอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย ใครที่อยากสิวหายพร้อมมีผิวหน้าที่ดูเด็กลง สูตรนี้แหละใช่เลย โดยให้นำมะขามเปียกที่แยกเอากากและเม็ดออกแล้ว ประมาณ ½ ถ้วย มาผสมกับนมสดที่เตรียมไว้ จากนั้นคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เหมือนเนื้อครีม ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อยๆ หน้าใสไร้สิวแน่นอน

พอกหน้าด้วยมะขามเปียก

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 3 กำจัดสิวเสี้ยน

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : น้ำมะขามเปียก, ดินสอพอง, น้ำมะนาว dr.jill

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 3
สูตรนี้เป็นสูตรที่ใช้ในการกำจัดสิวเสี้ยนโดยตรง ไม่ว่าจะมีสิวมากแค่ไหนก็สามารถจัดการกับปัญหาสิวได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนให้ใบหน้าดูเรียบเนียนน่าสัมผัสยิ่งขึ้นอีกด้วย ใครที่มีปัญหาสิวเสี้ยนหรือรูขุมขนกว้าง ลองใช้สูตรนี้กันดู รับรองได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่นอน โดยให้นำดินสอพองมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อครีม จากนั้นให้ใส่น้ำมะขามเปียกลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกที นำส่วนผสมที่ได้มาแต้มตรงหัวสิว เพื่อกำจัดสิวเสี้ยนเฉพาะจุดๆ หรือหากใครต้องการกระชับรูขุมขนด้วย ก็ให้พอกครีมให้ทั่วใบหน้าโดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยใช้ผ้าสะอาดเช็ดเบาๆ ตรงที่เป็นสิว แล้วล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง สิวเสี้ยนก็จะหลุดลอกออกมา แล้วรูขุมขนกระชับขึ้นแล้วล่ะ เพื่อให้ได้ผลดี แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

สูตรมะขามเปียกพอกหน้า

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 4 หน้าใส ลดความหมองคลํ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 4
สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยลดความหมองคล้ำของใบหน้า และทำให้ผิวหน้าดูใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ดีอีกด้วย ใครที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ หรือไม่อยากแก่เร็ว ก็สามารถทำตามสูตรนี้ได้ โดยให้ทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน วันละ 1-2 ครั้ง รับรองเห็นผลทันใจ ซึ่งวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกก้อนประมาณลูกปิงปอง มาแช่ในน้ำไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เนื้อมะขามเปื่อยยุ่ย และสามารถคั้นได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมะขามเปียกที่เปื่อยแล้วมาคั้นให้เป็นเนื้อมะขามเหลวๆ จะมีลักษณะเหมือนเป็นเนื้อครีมนั่นเอง เมื่อส่วนผสมพร้อมแล้ว ก็ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำครีมมะขามเปียกมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด อย่าเพิ่งใช้สบู่ล้างหน้านะ รอให้ผิวเซ็ตตัวสัก 10-15 นาทีก่อน แล้วจึงล้างหน้าด้วยสบู่อีกครั้ง แค่นี้ผิวก็กระจ่างใสขึ้นแล้ว

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 5 รักษาฝ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก, โยเกิร์ต

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 5
สำหรับใครที่เป็นฝ้า ขอบอกเลยว่าวิธีนี้เริ่ดสุด เพราะมะขามเปียกและโยเกิร์ตนั้นสามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้าได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนกระจ่างใสยิ่งขึ้น โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาแต่เนื้อ แล้วนำไปขยำกับน้ำให้ได้น้ำมะขามเปียกที่มีความเหนียวข้นเหมือนกับเนื้อครีม จากนั้นนำมาผสมกับโยเกิร์จ dr.jill คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้บ่อยๆ สัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลว่าใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนขึ้น ฝ้าจางลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำและรอยแผลเป็นจากสิวได้ดีอีกด้วย

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 6 ลบรอยเหี่ยวย่นและตีนกา

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 6
ใครที่มีปัญหาเรื่องรอยเหี่ยวย่นและรอยตีนกา ที่เป็นหลักฐานของความแก่ ขอแนะนำสูตรนี้เลย สูตรพอกหน้าด้วยมะขามเปียก ที่จะช่วยลบรอยเหี่ยวย่นและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนวัยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมาผสมกับน้ำนมแล้วขยำจนเป็นเนื้อเดียวกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้เนื้อครีม 100% ที่ไม่มีกากใยของมะขามติดมา จากนั้นเติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง จะได้เนื้อครีมที่พร้อมใช้งาน โดยให้นำใส่กระปุกและแช่ในตู้เย็น เพื่อให้เก็บไว้ใช้ได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งเวลานำมาใช้นั้น ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วทาครีมมะขามทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ทำบ่อยๆ รอยเหี่ยวย่นจะค่อยๆหายไป แล้วผิวจะดูเต่งตึงขึ้นอย่างแน่นอน

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 7 หน้าใส ลดสิวอักเสบ

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 ก้อน, ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ, นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 7
สำหรับสูตรนี้ เป็นสูตรที่จะช่วยกำจัดสิวได้ดี โดยเฉพาะสิวอักเสบ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส ลดเลือนความหมองคล้ำ ได้อีกด้วย โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเม็ดและกากออกเหมือนกับสูตรข้างต้น แล้วนำไปขยำกับนมสด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำเหลวๆ ที่มีลักษณะเหมือนกับเนื้อครีม เติมขมิ้นผงลงไป แล้วคนให้เข้ากัน dr.jill.

royal jelly 1000 mg อายุที่มากขึ้น ส่งผลให้เซลล์ต่างๆในร่างกายเกิดความเสื่อม

royal jelly 1000 mg อายุที่มากขึ้น ส่งผลให้เซลล์ต่างๆในร่างกายเกิดความเสื่อม ผิวพรรณเริ่มหย่อนคล้อยและมีริ้วรอยมาเยือน หลายคนจึงมองหาตัวช่วยในการฟื้นฟูความเสื่อมโทรมของร่างกายและคงความสวยสดใสเอาไว้ให้อยู่นานๆ นมผึ้ง เป็นอาหารเสริมตามธรรมชาติอีกชนิดหนึ่งที่มักจะถูกหยิบยกมาแนะนำให้กับคนที่ต้องการฟื้นฟูความอ่อนเยาว์และลดเลือนริ้วรอยแห่งวัย เพราะใน นมผึ้ง มีสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพในการต่อต้านความชราและความเสื่อมของเซลล์ อีกทั้งยังมีคุณค่าทางสารอาหาร เกลือแร่และวิตามินต่างๆอีกหลายชนิดที่ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มีการค้นพบมานานแล้วว่า นมผึ้ง มีคุณค่าทางสารอาหารสูง ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรงและมีอายุยืนยาว นอกจากนี้ยังช่วยในการสร้างสมดุลของระบบต่างๆในร่างกาย สร้างภูมิต้านทานและสามารถฆ่าเชื้อโรคได้หลายชนิด มีการใช้ นมผึ้ง เป็นอาหารเสริมเพื่อช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่ดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกระตุ้นความอยากอาหาร เพิ่มพลังงานในการทำงานให้กับผู้ใหญ่และคนทำงานได้เป็นอย่างดี ผลิตภัณฑ์ความงามหลายชนิดใช้ นมผึ้ง มาเป็นส่วนผสมเพื่อช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่ง สดใส ลดเลือนริ้วรอยบนใบหน้าได้เป็นอย่างดี หรือสาวๆอาจจะใช้ นมผึ้ง สดทาให้ทั่วใบหน้าเพื่อบำรุงผิวพรรณให้ขาวเนียนกระจ่างใส และช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้าเพราะใน นมผึ้ง มีส่วนประกอบของไกลโคโปรตีนที่ช่วยบำรุงผิวหน้าให้สดใส ไร้สิวฝ้า royal jelly 1000 mg.

royal jelly 1000 mg
royal jelly 1000 mg คุณประโยชน์ของ นมผึ้ง มีอยู่ด้วยกันมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติในการปรับสมดุลฮอร์โมนเพศของทั้งผู้ชายและผู้หญิง ในผู้ชายจะช่วยกระตุ้นการสร้างสปิร์ม และมีสมรรถภาพทางเพศที่ดีขึ้น มีรายงานว่าช่วยเพิ่มโอกาสในการมีบุตรสำหรับผู้ชายที่มีบุตรยากอีกด้วย ส่วนในผู้หญิงจะช่วยในการกระตุ้นการสร้างฮอร์โมนเพศหญิงและช่วยให้คงความเป็นสาวได้นานขึ้น ดังนั้นในผู้ชายและผู้หญิงที่มีปัญหาเรื่องฮอร์โมนทางเพศที่ไม่สมดุล สามารถรับประทาน นมผึ้ง ได้อย่างต่อเนื่องเป็นประจำเพื่อช่วยให้ฮอร์โมนเพศมีความสมดุลและสามารถทำงานได้เป็นปกติ nature king royal jelly
สำหรับคนที่มีร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยบ่อย หรือเด็กที่มีภูมิต้านทานน้อย สามารถให้รับประทาน นมผึ้ง เพื่อบำรุงร่างกายและเสริมภูมิต้านทานได้ ช่วยให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง อีกทั้งยังช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อส่วนที่สึกหรอ ผู้ที่เพิ่งหายป่วยหรืออยู่ในระยะพักฟื้นก็สามารถรับประทาน นมผึ้ง เพื่อช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้ใน นมผึ้ง ยังมีช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของเม็ดเลือดแดงในการดูดซับออกซิเจนและกำจัดของเสียจำพวกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย รวมทั้งยังเพิ่มความสามารถของร่างกายในการเผาผลาญพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ จึงช่วยเพิ่มพลังงานในการทำงาน ลดอาการอ่อนเพลียเหนื่อยล้า เพิ่มความอยากอาหาร จึงช่วยให้ผู้ที่อยู่ในช่วงพักฟื้น คนทำงานหนัก หรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอมีพลังมากขึ้น เพิ่มความกระฉับกระเฉงมีชีวิตชีวา นมผึ้ง เนเจอร์คิงส์
นอกจากนี้ นมผึ้ง ยังมีคุณสมบัติช่วยลดอาการอักเสบ และช่วยสมานแผลให้หายเร็วขึ้น มีการศึกษาพบว่า นมผึ้ง มีส่วนช่วยในการลดการอักเสบที่เกิดจากเซลล์มะเร็ง แต่ทั้งนี้ต้องใช้ควบคู่ไปกับการรักษาตามแนวทางของแพทย์ แต่ก็มีการใช้ นมผึ้ง สำหรับบรรเทาอาการเจ็บปวดตามข้อหรือข้ออักเสบรวมไปถึงใช้ลดอาการอ่อนเพลียในผู้ป่วย ช่วยให้ร่างกายสดชื่นมากขึ้นได้ royal jelly 1000 mg

เมื่อรู้สึกว่าร่างกายอ่อนล้า ไม่ค่อยมีพลังในการทำงาน หรือรู้สึกว่าผิวพรรณเริ่มดูไม่ค่อยสดใส นอนไม่หลับและมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนเพศ ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมารับประทานอาหารเสริม นมผึ้ง จะพบว่าช่วยดูแลสุขภาพและผิวพรรณของคุณให้ดูดีขึ้นได้อย่างเห็นได้ชัด เพราะใน นมผึ้ง อุดมไปด้วยสารอาหารและแร่ธาตุที่ทรงคุณค่า ช่วยบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี
ผลิตภัณฑ์ นมผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากธรรมชาติแท้ๆ ผ่านการเก็บเกี่ยวและเก็บรักษาคุณภาพเป็นอย่างดีเพื่อคงคุณค่าตามธรรมชาติเอาไว้ให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค นมผึ้ง ตามธรรมชาติได้มาจากผึ้งงาน มีลักษณะเหมือนครีมหรือนมข้นหวาน เมื่อซื้อมารับประทานจะต้องเก็บรักษาเอาไว้ในอุณหภูมิที่เย็น ไม่อย่างนั้นอาจทำให้ นมผึ้ง เปลี่ยนสีกลายเป็นสีน้ำตาลและลดคุณค่าจากธรรมชาติลง และต้องปิดฝาให้สนิทก่อนเก็บเข้าที่ เพราะอากาศ ความชื้นและอุณหภูมิของอากาศจะส่งผลการเปลี่ยนแปลงของผลิตภัณฑ์ได้
การรับประทาน นมผึ้ง ให้ได้ผลดี ควรรับประทานในช่วงท้องว่างเพื่อให้สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย หากเป็นรูปแบบซอฟเจลอาจแบ่งรับประทานก่อนอาหารอย่างน้อย 15-20 นาที เช้ากลางวันและเย็น แต่โดยทั่วไปมักจะไม่ค่อยแนะนำให้รับประทานก่อนนอน เพราะ นมผึ้ง มีสรรพคุณในการกระตุ้นร่างกายให้กระปรี้กระเปร่า ดังนั้นในคนที่นอนหลับยากอาจจะทำให้นอนไม่หลับได้ และการรับประทานแบบซอฟเจลก็ไม่ควรกัดแคปซูลให้แตกก่อนรับประทาน royal jelly 1000 mg เพื่อให้ร่างกายค่อยๆดูดซึมได้ทีละน้อยอย่างเต็มที่
ทำไม นมผึ้ง จึงได้รับความนิยมในการรับประทานเพื่อบำรุงร่างกายและบำรุงสุขภาพ ? นั่นก็เพราะมีการค้นพบจากธรรมชาติว่า นมผึ้ง เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงนางพญาผึ้งให้มีร่างกายแข็งแรง มีอายุยืนนานมากกว่าผึ้งตัวอื่นๆในรัง และเมื่อนำมาศึกษาดูถึงส่วนประกอบต่างๆภายใน นมผึ้ง ก็พบว่ามีสารอาหารและวิตามิน เกลือแร่ต่างๆที่สามารถบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี
ในการผลิต นมผึ้ง เพื่อนำมาทำเป็นอาหารเสริม จะต้องมีการสร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมเพื่อให้ผึ้งสามารถผลิตสารอาหารชนิดพิเศษนี้ขึ้นมา เพราะ นมผึ้ง ในรังจะมีอยู่ด้วยกันสองชนิด หนึ่งคือเป็นชนิดธรรมดาใช้เลี้ยงผึ้งงานและผึ้งตัวอื่นๆในรัง และชนิดพิเศษที่มีความสมบูรณ์ของแร่ธาตุและสารอาหารสำหรับเลี้ยงราชินีผึ้ง เพื่อให้ได้นมผึ้ง ชนิดพิเศษนี้ คัดเลือกผึ้งงานที่มีความแข็งแรง และเลือกสภาพของแหล่งเกสรที่มีความอุดมสมบูรณ์เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดีที่สุด
ระยะเวลาในการเก็บเกี่ยว นมผึ้ง ก็มีความสำคัญเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สด และคงคุณภาพที่ดีที่สุด ดังนั้นจึงต้องเก็บเกี่ยวกันในตอนเช้าและรีบทำการแช่เย็นให้เร็วที่สุด จึงเป็นเหตุผลที่ว่าเมื่อซื้อผลิตภัณฑ์ นมผึ้ง มารับประทานแล้ว จะต้องรีบปิดฝาให้สนิทและเก็บเอาไว้ในที่เย็นเพื่อรักษาสภาพและคงคุณค่าของสารอาหารจากธรรมชาติเอาไว้ให้ได้มากที่สุด
นมผึ้ง เป็นอาหารเสริมที่มีประโยชน์ เหมาะสำหรับบำรุงร่างกายในผู้ที่มีอาการอ่อนเพลีย ขาดเรี่ยวแรงเพื่อช่วยให้มีพลังงานและเพิ่มความกระปรี้กระเปร่ามากขึ้น อีกทั้งยังช่วยบำรุงระบบการทำงานต่างๆของร่างกาย ฮอร์โมนเพศ ช่วยซ่อมแซมและฟื้นฟูเนื้อเยื่อที่เสื่อมโทรม ชะลอความแก่ชราและลดริ้วรอยของผิวพรรณ ทำให้ผิวพรรณสดใสแลดูอ่อนเยาว์ได้อย่างเป็นธรรมชาติ royal jelly 1000 mg.

mj plus ฝ้าเกิดจากอะไร สาวๆ หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าแสงแดด

mj plus ฝ้าเกิดจากอะไร สาวๆ หลายคนมักเข้าใจผิดคิดว่าแสงแดดคือตัวการสำคัญที่คอยทำร้ายผิวพรรณ ทั้งที่จริงๆแล้วจากการศึกษาทางการแพทย์พบว่า รอยฝ้า ไม่ได้เกิดจากแสงแดดหรือความร้อนแต่เพียงอย่างเดียวแม้จะทำงานอยู่ในที่ร่มก็มีโอกาสเป็นฝ้าได้เช่นเดียวกัน เนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของฝ้าเกิดจากเซลล์ผิวที่อ่อนแอและเสื่อมสภาพ เมื่อได้รับการกระตุ้นต่างๆ ทำให้เซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ จึงไปกระจุกตัวเป็นหย่อมๆ เกิดเป็นฝ้าให้เห็นจากผิวชั้นนอกปัจจัยที่ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพลงวัยหรืออายุที่เพิ่มมากขึ้นระดับฮอร์โมนทั่วไปเปลี่ยนแปลงในร่างกายความเครียด และความกังวลใจสารเคมีและมลภาวะที่ได้รับจากสิ่งแวดล้อมภายนอกการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอการขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหากดูภายนอกแล้ว กระและฝ้าจะมีลักษณะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ถ้าสังเกตให้ดีจะพบว่า กระจะมีลักษณะเป็นจุดสีเข้มกว่าสีผิวปกติและจะเข้มข้นเมื่อถูกแสงแดด ซึ่งเป็นความผิดปกติของผิวหนังอันเนื่องมาจากกรรมพันธุ์ สำหรับฝ้าสามารถแบ่งเป็น 3 ประเภท ได้แก่ mj plus.

mj plus

mj plus ฝ้าตื้น จะมีสีน้ำตาลเข้ม มีขอบชัดเจน เพราะอยู่ที่เซลล์ผิวชั้นบน ครีมเอ็มเจ
ฝ้าลึก มีสีน้ำเงินอมม่วงหรือเทาอ่อน ขอบเขตไม่ชัดเจนอยู่ที่ผิวหนังชั้นสึกลงไป รักษายากกว่า
ฝ้าแบบผสม จะมีลักษณะของฝ้าตื้นและฝ้าลึกรวมกัน
ฝ้าทั้ง 3 ประเภทมีการแก้ไขแบบเดียวกันคือ การเสริมสร้างเซลล์ผิวให้แข็งแรงอยู่เสมอ ด้วยการใช้สารอาหารกลุ่มวิตามินและสมุนไพรที่พัฒนามาเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องฝ้าโดยเฉพาะ จะส่งผลถึงเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ให้ทำงานเป็นปกติตามธรรมชาติ โดยเฉพาะเซลล์สร้างเม็ดสีจะมีการกระจายตัวอย่างทั่วถึงตามปกติ ฝ้าที่ตอบสนองต่อการแก้ไขโดยวิธีนี้ค่อนข้างเร็ว ได้แก่ ฝ้าตื้น แต่ฝ้าลึกอาจต้องใช้เวลานานมากขึ้น mj plus

วิธีป้องกันรอยฝ้า

ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด และใช้ครีมกันแดดที่มีคุณสมบัติป้องกันทั้งรังสี UVA และ UVB อย่างสม่ำเสมอ
พักผ่อนให้เพียงพอ
หลักเลี่ยงความเครียด และเลือกรับประทานอาหารให้หลากหลายและครบถ้วน
หลักเลี่ยงเครื่องสำอางที่มีส่วนผสมทำลายผิวหน้า
ปัจจุบันมีการนำกลุ่มวิตามินและสารสกัดจากสมุนไพรที่มีหลักฐานยืนยันว่าแก้ปัญหาให้กับผู้ที่มีปัญหาเรื่องฝ้าโดยการรับประทานผลิตภัณฑ์ที่ผสมผสานคุณสมบัติอันล้ำค่าจากธรรมชาติรวมเข้ากับเทคโนโลยีอันทันสมัย ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ซึ่งมีคุณสมบัติโดเด่น 4 ประการได้แก่

1 ปรับสมดุลการสร้างเม็ดสีจากการกำจัดอนุมูลอิสระ

อนุมูลอิสระสาเหตุสำคัญที่ทำให้เซลล์ผิวเสื่อมสภาพ และเซลล์สร้างเม็ดสีทำงานผิดปกติ การรับประทานวิตามินและสารสกัดจากสมุนไพรหลายชนิดสามารถกำจัดอนุมูลอิสระได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่ สารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศส สารสกัดจากสาหร่ายดีซาลีน่า วิตามินอี วิตามินซี สารเหล่านี้จะปรับการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีให้เป็นปกติ กระจายตัวสม่ำเสมอ นอกจากนี้การวิจัยทางการแพทย์พบว่าสารสกัดจากข้าว สามารถลดการสร้างเม็ดสีที่ผิดปกติ ช่วยให้ผิวกระจ่างและขาวใสขึ้นได้

2 เพิ่มการบำรุงและการกำจัดของเสียจากการไหลเวียนเลือด

การวิจัยทางการแพทย์พบว่าเมื่อรับประทานสารสกัดจากเปลือกสนมาริไทม์ฝรั่งเศสจะมีการนำพาสารอาหารและออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์อย่างเต็มที่ มีการขับถ่ายของเสียออกจากเซลล์ได้อย่างหมดจด

3 ช่วยสร้างเสริมความเข้มแข็งให้กับโครงสร้างหลักของผิว

การวิจัยทางการแพทย์พบว่า เมื่อรับประทานสารสกัดจากข้าวจะเสริมโครงสร้างหลักของผิว และช่วยอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดีช่วยให้ผิวหน้าเต่งตึง ริ้วรอยลดลง เพิ่มความชุ่มชื้น มีน้ำมีนวลและขาวกระจ่างขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

4 ช่วยปกป้องผิวจากรังสียูวี

การวิจัยทางการแพทย์พบว่าเมื่อรับประทานเบต้าแคโรทีนในสารสกัดจากสาหร่ายดีซาลีน่า และไลโคฟินในสารสกัดจากมะเขือเทศจะช่วยปกป้องผิวจากการทำลายของรังสียูวี ทำให้ผิวทนต่อแสงแดดได้มากขึ้น

หลายคนคงนึกอิจฉาสาวเกาหลี หรือสาวญี่ปุ่น ที่มีใบหน้าที่เกลี้ยงเกลา ผิวพรรณละเอียด ปราศจากฝ้า กระ จุดด่างดำ ดูสาวๆ เหล่านี้แล้วหันมามองดูตัวเอง ก็อดที่จะสะท้อนใจไม่ได้กับปัญหาฝ้า กระ และจุดด่างดำบนใบหน้าเรา เนื่องจากต้นเหตุของการเกิดฝ้าก็คือแสงแดดนั่นเอง เพราะสภาพอากาศบ้านเราที่มีแดดแรงตลอดทั้งปี จึงทำให้ผิวหนังสร้างสารเมลานินมาเพื่อป้องกัน และเมื่อร่างกายผลิตสารนี้ออกมาเยอะก็ทำให้กลายเป็นจุดด่างดำ หรือรอยฝ้านั่นเอง แต่ไม่ต้องกังวลใจ เพราะเรามีวิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกมาฝากค่ะ

วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียก ง่ายๆ ได้ผล

มะขามเปียกสมุนไพรติดก้นครัวที่อยู่คู่กับคนไทยมาอย่างยาวนาน มีสรรพคุณในเรื่องการช่วยผลัดเซลล์ผิวให้เนียนนุ่ม ขาวใส เนื่องจากในมะขามอุดมไปด้วยวิตามินต่างๆ เช่น กรด AHA วิตามินซี วิตามินบี แคลเซียม ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส เป็นต้น ซึ่งวิตามินซี หรือ กรด AHA จากมะขามเปียกนี่เอง ที่เป็นตัวช่วยในการทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง ลดรอยคล้ำ ดำ หรือฝ้ากระได้ นอกจากนี้มะขามเปียกยังช่วยชะล้างความสกปรก สิ่งอุดตันที่อยู่ในรูขุมขนได้เป็นอย่างดี วันนี้เรามี 4 สูตรการบำรุงผิวหน้า วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียก มาให้คุณสาวๆ ได้ลอง ปลอดภัยไร้กังวลแน่นอนค่ะ

4 สูตรรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียก

1 วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกนมสด ล้างหน้าให้สะอาดแล้วนำมะขามเปียกมาแช่ด้วยนมสด เมื่อเนื้อมะขามเปียกกับนมสดรวมเป็นเนื้อเดียวกันแล้ว ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 15 – 20 นาที หลังจากนั้นล้างหน้าด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้าอ่อนๆ ทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ด้วยคุณสมบัติของมะขามเปียกจะช่วยทำให้ใบหน้าขาวใสขึ้น และนมสดยังช่วยบำรุงให้ผิวหน้าเปล่งปลั่งเหมือนผิวเด็กอีกด้วย
2 วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกน้ำผึ้ง นำมะขามเปียกแช่น้ำอุ่นจนได้เนื้อเนียนแล้วกรองเอาแต่เนื้อมะขามผสมกับน้ำผึ้งแท้ประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ หลังจากนั้นให้นำมาสครับหน้าอย่างเบามือ mj plus โดยเน้นบริเวณที่เป็นฝ้าหรือจุดด่างดำประมาณ 5 นาที หลังจาก สครับเสร็จให้พอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ด้วยคุณสมบัติของน้ำผึ้งที่ช่วยบำรุงผิวให้อ่อนกว่าวัยและมะขามเปียกที่ช่วยขัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ จะทำให้ใบหน้าของคุณขาวใส นวลเนียนขึ้น อย่างเห็นได้ชัด
3 วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกโยเกิร์ต นำมะขามเปียกแช่ในน้ำอุ่น กรองเอาแต่เนื้อมะขามมาผสมโยเกิร์ตแล้วพอกหน้าทิ้งไว้ให้ทั่วประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก โดยทำเป็นประจำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง คุณจะพบว่าใบหน้าของคุณจะอ่อนเยาว์ เนียนนุ่ม และขาวใสขึ้น ด้วยคุณสมบัติของโยเกิร์ตที่ดูดซับสิ่งสกปรก บำรุงผิวให้เนียนนุ่ม ผสมกับคุณสมบัติของมะขามเปียก ทำให้ปัญหาฝ้ากระของคุณจางลงได้
4 วิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกขมิ้นชัน นำมะขามเปียกแช่น้ำอุ่น แล้วกรองเอาแต่เนื้อผสมกับขมิ้นชัน นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก ด้วยคุณสมบัติในการช่วยปรับสภาพผิว ทำให้ผิวอ่อนเยาว์ ของขมิ้นชัน เมื่อผสมกับมะขามเปียกที่ช่วยชจัดเซลล์ผิวและฟื้นฟูสภาพผิวแล้วล่ะก็ จึงทำให้ฝ้าที่อยู่บนใบหน้าของคุณจางลงเมื่อทำเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
เป็นไงกันบ้างค่ะ กับ 4 สูตรวิธีรักษาฝ้าด้วยมะขามเปียกที่ให้ไป แต่อ๊ะ อ๊ะ…ถึงแม้ว่ามะขามเปียกจะมีคุณสมบัติที่โดดเด่นในเรื่องการรักษาฝ้ากระ และทำให้ผิวขาวใส จนกลายเป็นส่วนผสมหลักของเครื่องสำอางค์หลายๆ ตัว แต่ก็ไม่เหมาะสำหรับคนที่มีผิวบอบบางแพ้ง่าย เพราะมะขามเปียกมีฤทธิ์เป็นกรดอาจก่อการระคายเคืองให้กับใบหน้าคุณได้ ดังนั้นก่อนเลือกใช้มะขามเปียกในการรักษาฝ้าคุณต้องรู้จักสภาพผิวหน้าของตนเองด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาแพ้ตามมา

หัวไชเท้า” หรือผักกาดหัว มีถิ่นกำเนิดมาจากประเทศจีน มีวิตามินและแร่ธาตุหลายอย่าง นอกจากจะมีสรรพคุณที่ดีต่อร่างกายแล้ว หัวไชเท้ายังมีประโยชน์ในเรื่องผิวพรรณ เพราะอุดมไปด้วย วิตามินซี วิตามินบีคอมเพล็กซ์ ฟอสฟอรัส และสังกะสี และทำให้ผิวนุ่มชุ่มชื่น จึงนิยมนำหัวไชเท้ามาปั่นเพื่อทำความสะอาดผิวหน้าและลดรอยด่างดำ ฝ้า กระ อีกด้วยฝ้า จึงตอบข้อสงสัยหลายๆ คนว่า หัวไชเท้ารักษาฝ้าได้จริงหรือ? mj plus.

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก สำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ได้ใจความว่า “อ้วน”

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก สำหรับคนที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ได้ใจความว่า “อ้วน” ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะเริ่มต้น ลดน้ำหนัก ให้หุ้นของตัวเองกลับไปสวยเป๊ะ อยู่ในมาตรฐานเหมือนกับในอดีต ซึ่งในปัจจุบันห หากทำการค้นหาวิธี “ลดน้ำหนัก” ลงในเซิร็ทแอนจิ้นชั้นนำ คุณก็จะได้รับคำแนะนำ และวิธีการลดน้ำหนักจากทั้งผู้เชี่ยวชาญ และผู้ที่คยมีประสบการณ์ลดน้ำหนัก ที่ได้นำวิธีการต่างๆมาแบ่งปันจากทั่วทุกมุมโลก ให้เลือกปฎิบัติอย่างเหมาะสมกับไลฟสไตย์ของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่คุณจะเริ่มต้นเข้าสู่กระบวนการวิธีลดน้ำหนักเหล่านั้น คุณอาจจำเป็นที่จะต้องลองมองย้อนกลับมาที่ตัวเอง จากนั้นลองถามตัวเองด้วยคำถาม 7 ข้อ พื้นฐานด้านอาหาร ที่จะช่วยให้คุณบรรลุการ ลดน้ำหนัก ได้ด้วยตัวเองเสียก่อน แล้วถ้าหากคุณถามตัวเอง แล้วสามารถตอบว่า “ใช่” หรือ “ทำได้” จากคำถามทั้ง 7 ข้อ นั่นหมายความว่า คุณได้เข้าใกล้ความฝันที่ต้องการลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วนด้วยตัวเองได้มากขึ้นแล้ว f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก.

f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก
f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก 7 คำถามด้านอาหาร ที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักให้มากขึ้นถ้าตอบว่า “ใช่” เอฟโฟร์ อาหารเสริมลดน้ำหนัก

1.คุณสามารถจัดเมนูอาหาร ให้มีปริมาณแคลอลี่โดยรวมตลอดทั้งวัน ไม่เกิน 1,000 แคลอลี่ ได้? f4 successmore
2.คุณสามารถทานอาหารประเภทโปรตีน อย่างน้อย 0.4 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 450 กรัม ของคุณได้?
3.คุณสามารถทานอาหารที่มีไข ปริมาณประมาณ 20-35% ของพลังงานอาหารทั้งหมดตลอดทั้งวันได้?
4.คุณสามารถได้รับคาร์โฐไฮเดรตอย่างเพียงพอ ประมาณ 100 กรัม ต่อวัน เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายทำการดึงเอาพลังงานสำรองมาใช้จนกลายเป็นการเผาผลาญกล้ามเนื้อได้? f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก
5.คุณสามารถจัดเมนูอาหารที่มีความหลากหลากของสมดุลวิตามิน แร่ธาตุ และกลุ่มอาหารพื้นฐานครบทั้ง 5 หมู่?
6.คุณสามารถจัดเมนูอาหารในแต่ละวันให้มีความแตกต่างกันได้ เพื่อไม่ให้เกิดความน่าเบื่อของมื้ออาหาร?
7.ทุกเมนูอาหารที่กล่าวถึงมา คุณสามารถหาซื้อมาทานได้จากตลาดสด หรือซุปเปอร์มาเก็ต ในราคาที่สามารถจ่ายไหว?
ถ้าหากคุณสามารถตอบว่า “ใช่” ของคำถามครบทั้ง 7 ข้อ พื้นฐานด้านอาหาร ดังที่ได้กล่าวถึงไปแล้วในตอนต้น รับรองว่า คุณสามารถที่จะทำการ ลดน้ำหนัก ได้ตามเป้าหมายของตัวเอง ควบคู่ไปกับการมีสุขภาพที่แข็งแรงอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ด้วยสภาพของสังคมที่เต็มไปด้วยมลภาวะ และอาหารน่าอร่อยมากมายที่อุดมไปด้วยแคลอลี่จำนมหาศาลรอบตัว ทำให้ความอ้วนกลายมาเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่จ้องจะเบียดเบียนการใช้ชีวิตของเราทีละน้อยโดยไม่รู้ตัว แต่ ณ ปัจจุบัน ด้วยความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์ และความรู้ต่างๆ ทำให้เราสามารถที่จะป้องกัน หรือฟื้นฟูแก้ไขปัญหาความอ้วน ให้หุ่นของคุณกลับไปสวยงาม เข้ารูปเหมือนกับในอดีตได้ อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น ด้วยเพียงแค่การทานผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่เหมาะสม เป็นประจำอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นเอง

เชื่อว่า ทุกคนที่คิดอยากจะลดน้ำหนักล้วนแล้วแต่ปารถนาในสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน นั่นคือ การลดน้ำหนักเร่งด่วน เพื่อให้ตัวเองแลดูผอมเพรียวอย่างรวดเร็วมากที่สุด แต่อย่างำรก็ตาม ความรวดเร็ว เร่งรีบจนเกินไปนั้น มักมาควบคู่กับสุขภาพที่เสื่อมโทรมไปอย่างรวดเร็วตามไปด้วย อีกทั้งการลดน้ำหนักเร่งด่วน ยังสร้างภาระให้กับระบบต่างๆของร่างกายอีกหลายประการด้วย โดยเฉพาะระบบเผาผฃาญอาหารที่มักได้รับผลกระทบมาก และยังเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นในระยะยาวอีกต่างหาก
อยากลดน้ำหนักเร่งด่วน คิดให้ดี เสียก่อน

ฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วย โดยร่างกายไม่พร้อม หนทางสู่ระบบเผาผลาญที่พังทลาย
เมื่อเข้าสู่โปรแกรมลดน้ำหนักระบบการเผาผลาญของร่างกายมักจะมีการเปลี่ยนแปลงไปทีละขั้นตามลำดับ พร้อมกับทวีความรุนแรงมากขึ้น และถ้าหากปล่อยทิ้งเอาไว้ ปัญหาเหล่านั้นก็จะยิ่งแก้ไขยากขึ้น ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

1.ขั้นการปรับตัวของระบบเผาผลาญ (Metabolic Compensation) เป็นการ ควบคุมน้ำหนัก โดยการควบคุมอาหารให้น้อยลง และออกกำลังกายมากขึ้น จะเริ่มสร้างความเครียดให้กับระบบเผาผลาญในระดับเริ่มต้น ร่างกายจะตอบสนองด้วยการเริ่มลำเลียงพลังงานสำรองในร่างกายออกมาใช้ f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก โดยการประสานงานระหว่างอวัยวะต่างๆ ด้วยการสั่งการของศูนย์กลางควบคุมระบบเผาผลาญ ที่มีชื่อว่า “ไฮโปธาลามัส” และ “พิทูอารี่” ทำให้ไขมันถูกนำออกไปใช่มากขึ้น ทำให้น้ำหนักตัวลดลง
เมื่อกระบวนการนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องหลายวัน ระบบเผาผลาญจะเริ่มมีการปรับตัว ก่อให้เกิดความหิว เรี่ยวแรงเกิดการเปลี่ยนแปลง และระบบการเผาผลาญที่น้อยลงเหลือเพียง 500-800 กิโลแคลอลี่ต่อวัน หรือแทบไม่ทำงานเลย สำหรับคนที่ระบบเผาผลาญปรับตัวมากอาจทำให้การลดความอ้วนหยุดลง หรือเกิดปฎิกริยาโยโย่เอฟเฟคขึ้นนั่นเอง คนส่วนใหญ่ที่ต้องการลดน้ำหนักมักจะจบลงที่ขั้นตอนนี้

2.ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ (Metabolic Resistance) เมื่อระบบเผาผลาญถูกปรับจนกระทั่งถึงจุดที่ต่ำที่สุด น้ำหนักจะไม่ค่อยลดลงแล้ว หลายคนมักแก้ไขด้วยการกินน้อยลงกว่าเดิม ออกกำลังกายหนักมากขึ้นกว่าเดิม ถึงแม้จะได้ผลแต่ก็เป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ร่างกายจะทำการปรับตัวอีกครั้ง ด้วยการลดระดับการเผาผลาญให้น้อยลงไปอีก พร้อมกับกระตุ้นให้เกิดความหิว อยากอาหารอย่างรุนแรง เพื่อให้ร่างกายเกิดการฟื้นตัว นอกจากนี้ยังทำให้เกิดอาการเรี่ยวแรงหดหาย กระวนวาย วิตกกังวล และซึมเศร้า ขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ มักจะเกิดขึ้นเมื่อ Body Fat ต่ำว่า 20% ในผู้หญิง และต่ำกว่า 10% ในผู้ชาย ความรุนแรงในขั้นการต่อต้านของระบบเผาผลาญ ยังพอที่จะสามารถแก้ไขให้กลับไปเป็นปกติได้

3.ขั้นระบบเผาผลาญที่พังทลาย (Metabolic Damage) เป็นขั้นสูงสุดของคนที่ดันทุรังลดน้ำหนักอย่างบ้าคลั่ง ไม่แคร์ต่ออาการหิว ความอยากอาหาร น้ำหนักไม่ลง สุดท้ายจะทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติขึ้นหลายแห่ง อาทิเช่น ระบบประสาท ระบบย่อยอาหาร เป็นต้น

เมื่อระบบเผาผลาญพังทลาย จะมีอาการผิดปกติที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น แก็ซในระบบทางเดินอาหาร, ท้องอืด, ท้องเฟ้อ ,กรดไหลย้อน,ไวต่อแสงกว่าที่เคยเป็น,เวียนหัว แสบในทรวงอก, ท้องผูก, ประจำเดือนขาด, กามตายด้าน อาการแพ้อาหารที่ไม่เคยแพ้มาก่อน และถ่ายเหลว อุจาระมีสีซีด เป็นต้น
จากข้อมูลในเบื้องต้นคงจะทำให้หลายๆคนเริ่มมองเห็นโทษในการลดน้ำหนักเร่งด่วนกันไปบ้างแล้วว่าส่งผลเสียต่อร่างกายเช่นไร ซึ่งการลดน้ำหนักเป็นสิ่งที่ดี เพื่อควบคุมไม่ให้ร่างกายมีน้ำหนักเกินมาตาฐาน จนกระทั่งก่อให้เกิดปัญหาในร่างกายต่างๆ แต่อย่างไรก็ตามโปรดจำไว้เสมอว่า การฝืนลดน้ำหนักเร่งด่วนนั้น มักที่จะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี จึงเป็นสิ่งที่ควรจำเป็นระวัง
เห็นไหมว่า ลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบฝืน ส่งผลเสียต่อร่างกาย มากกว่าที่คุณคิด f4 อาหารเสริมลดน้ำหนัก.

cho12 ลดความอ้วน การทำตามสูตรเมนูอาหารลดความอ้วน 7 วัน

cho12 ลดความอ้วน การทำตามสูตรเมนูอาหารลดความอ้วน 7 วัน อย่างเข้มงวดนี้ นอกจากจะช่วยลดน้ำหนักได้มากถึง 4-5 กิโลกรัม แต่ยังช่วยปรับปรุงระบบย่อยอาหาร และทำให้ผิวพรรณมีความกระจ่างสดใสมากยิ่งขึ้น ด้วยวิธีที่เรียกได้ว่าสุดแสนจะเรียบง่ายเลยทีเดียว และยังเป็น วิธีลดน้ําหนักแบบธรรมชาติ อีกด้วย สำหรับใครที่ไม่พอใจหุ่นของตัวเอง และไม่อยากมีส่วนเกินบริเวณหน้าท้องที่น่าเกลียดยื่นออกมาให้คนอื่นแอบเอาไปนินทาแล้วล่ะก็ บทความชิ้นนี้เลยจะขอพาไปทำความรู้จักกับวิธี ลดน้ำหนัก 10 กิโล 2 อาทิตย์ ซึ่งเป็นสูตรที่จะช่วยให้ทุกคนควบคุมน้ำหนักให้คงที่ ไม่เกิดการสะสมของไขมันที่น่าเกลียดน่ากลัวบริเวณหน้าท้องขึ้นอย่างง่ายๆ ขอเพียงแค่มีความตั้งใจ และความอดทนก็พอ ซึ่งสูตร ลดน้ำหนัก 10 กิโล 2 อาทิตย์ ที่อยากขอแนะนำ มีดังต่อไปนี้ สูตรลดน้ำหนัก 10 กิโล 2 อาทิตย์ วันที่ 1 อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน) อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว วันที่ 2 อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน) อาหารเที่ยง : เนื้อหมูอบ 2.5 ขีด โยเกิร์ต 1 ถ้วย อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว cho12.

cho12
cho12 วันที่ 3 โช ทเวลฟ์
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล
อาหารเย็น :คิ่นไช่ต้มสุก 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล ผลไม้สด 1 ผล

วันที่ 4
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : น้ำส้มคั้น 1 แก้ว โยเกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น : ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง แครอทสด 1 หัว นมรสจืด 1 กล่อง
วันที่ 5
อาหารเช้า : แครอทสด 1 หัว ราดด้วยน้ำมะนาว หรือส้มตำ 1 จาน
อาหารเที่ยง : เนื้อปลากะพงนึ่ง 2 ขีด
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด cho12
วันที่ 6
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 7
อาหารเช้า : ชา 1 ถ้วย ไม่ใส่น้ำตาล ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น : เนื้อหมูอบ 2 ขีด ผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 8
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 9
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : เนื้อหมูอบ 2 ขีด โยเกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 10
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง เนื้อหมูอบ 1 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
อาหารเย็น : คิ่นไช่ต้มสุก 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล และผลไม้สด 1 ผล
วันที่ 11
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง : น้ำส้มคั้น 1 แก้ว โยเกิร์ต 1 ถ้วย
อาหารเย็น : ไข่ต้มแข็ง 1 ฟอง แครอทสด 1 หัง นมรสจืด 1 กล่อง

วันที่ 12
อาหารเช้า : แครอทสด 1 หัว ราดด้วยน้ำมะนาว
อาหารเที่ยง : เนื้อปลากะพงนึ่งด้วยน้ำมะนาว 2 ขีด และคึ่นไช่ 1 ต้น
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส
วันที่ 13
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน) ขนมปังปิ้ง 1 แผ่น
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง แครอทสด 1 หัว
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว
วันที่ 14
อาหารเช้า : กาแฟดำ 1 แก้ว (น้ำตาล 1 ก้อน)
อาหารเที่ยง : ไข่ต้มแข็ง 2 ฟอง ผักกาดต้ม 3 ขีด มะเขือเทศ 1 ผล
อาหารเย็น : เนื้อไก่อบ 2 ขีด ผักสลัดน้ำใส น้ำมะนาว

เพียงทำตามสูตรวิธี ลดน้ำหนัก 10 กิโล 2 อาทิตย์ ด้วยความใส่ใจ และมีแค่มีความตั้งใจจริง เพียงแค่การทานอาหารตามสูตรที่ได้แนะนำไปแล้ว อย่างเคร่งครัดแล้วคุณจะเห็นเลยว่า cho12 วิธีการลดน้ำหนัก 10 กิโล 2 อาทิตย์ จะให้ผลลัพธ์ที่ดีเยี่ยมมากกว่าที่คุณคาดเอาไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว

การลดน้ำหนัก เป็นความพยายามที่ใครหลาย ๆ คนต่างก็ล้มเหลวกับมันมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้บางคนจะมีความตั้งใจจริง แต่ก็ไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ตามที่หวังเอาไว้ เพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากการตั้งใจที่ผิดวิธี มีความเชื่อแบบผิด ๆ และมีพฤติกรรมบางอย่างที่ส่งผลต่อน้ำหนักแบบที่คุณไม่รู้ตัว บทความนี้จะเผยเคล็ดลับ และทำให้คุณลดน้ำหนักได้อย่างเห็นผล โดยที่คุณไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องออกกำลังกายเลยก็ได้

เอาล่ะ ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าปัญหาเรื่องความอ้วนที่ประสบอยู่ในขณะนี้มันเป็นเรื่องที่ยากเกินจะแก้ไข หรือเกินความพยายามของคุณ ผมอยากจะบอกคุณว่า ความจริงแล้วการลดน้ำหนักนั้นมันไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่หลาย ๆ คนกังวลแต่อย่างใด เพียงแต่เราต้องรู้วิธีการลดน้ำหนักที่ถูกต้อง แล้วนำมันไปปฏิบัติใช้ให้ได้อย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอ มันก็จะช่วยทำให้คุณได้พบกับรูปร่างใหม่ที่ผอมเพรียวอย่างคนมีสุขภาพดีได้ ซึ่งรับรองได้เลยว่า 79 วิธีนี้จะช่วยทำให้คุณประสบความสำเร็จในการลดน้ำหนักอย่างได้ผลในระยะยาวอย่างแน่นอน (จริง ๆ มีเยอะกว่านี้มากครับ แล้วจะนำมารวบรวมเพิ่มให้ภายหลังนะครับ) cho12.