b5 ผลไม้ลดน้ำหนัก ผลไม้ที่กินแล้วไม่อ้วน

ผลไม้ลดความอ้วน ผลไม้ลดหุ่น ผลไม้ที่รับประทานแล้วไม่อ้วน b5 ลดน้ำหนัก ผลไม้ลดน้ำหนักจะให้พลังงานที่ต่ำแต่ว่ามีสาระต่อสภาพทางด้านร่างกายสูง รวมกับประโยชน์ของผลไม้นั้นๆการลดความอ้วนนั้นของกินเป็นเรื่องจำเป็นอย่างใหญ่โต แม้มีอาหารที่ดีกระทั่งพวกเรารับประทานเยอะแยะอย่างไรก็รับประทานแล้วไม่อ้วน ถ้าเกิดจะบอกเรื่องผลไม้ที่ช่วยในการลดความอ้วนแล้วไม่มีผู้ใดไม่เคยทราบว่าโดยมากสิ่งที่ช่วยลดน้ำหนักจากผลไม้เป็น กากใยอาหารจากผลไม้ สารไปลดความต้องการของกินลดการผลิตไขมัน แล้วก็เผาผลาญไขมัน

คนที่ป่วยเป็นโรคอ้วนหลายรายอาจมีปัจจัยมาจากกรรมพันธุ์ เป็นโรคอ้วนบางทีอาจไม่มีความจำเป็นต้องมีน้ำหนักร่างกายมากจนเกินไป ก็แค่มีไขมันสะสมล้นหลาม แต่อาจมีกล้ามไม่มากไม่น้อยเลยทีเดียวส่วนคนที่มีน้ำหนักตัวมากเกินความจำเป็น ก็บางทีอาจไม่มีความจำเป็นต้องเป็นโรคอ้วนเสมอ b5 ลดน้ำหนัก แต่ว่ามีกล้ามสะสมอย่างใหญ่โต ยกตัวอย่างเช่น คนที่เป็นนักเพาะกายอาชีพ แขนขาจะถูกเพาะให้มีกล้ามสะสมมากมายทำให้มีน้ำหนักตัวสูง บางรายก็เป็นไปได้ทั้งยังโรคอ้วนแล้วก็น้ำหนักตัวมากเกินไป

แอปเปิ้ลสีแดง มีจุดเด่นที่เป็นสารสำคัญเป็นมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์สูงที่สุด มีอีลาสติน รวมถึงคอลลาเจนสูง ซึ่งดีต่อร่างกายผิวทำให้ผิวพรรณแข็งแรงแจ่มใส 
แอปเปิ้ลสีเขียว แอปเปิ้ลเขียวมีรสเปรี้ยวอมหวาน b5 ลดน้ำหนัก ช่วยสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก ใช้คือผลไม้ลดน้ำหนักรุ่งเรือง เพราะว่าแอปเปิ้ลเขียวช่วยลดความต้องการของกิน

องุ่น สารอาหารที่สำคัญขององุ่นแปลว่าน้ำตาลแล้วก็สารอาหารพวกกรดอินทรีย์อีกราว 7-8 ชนิด b5 ลดน้ำหนัก เป็นน้ำตาลเดกซ์โทรสน้ำตาลซูวัววิตามินซี นอกเหนือจากนั้นยังมีเหล็กและก็แคลเซียม 
เพราะฉะนั้นในเม็ดองุ่นก็เลยมีสารความสามารถเยอะมากสำหรับเพื่อการคุ้มครองปกป้องเซลล์ต่างๆของร่างกายจากการเช็ดทำลายโดยอนุมูลอิสระและจากนั้นก็มีคุณภาพในการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระมากยิ่งกว่าวิตามินซีถึง 20 เท่า รวมทั้งมากยิ่งกว่าวิตามินอีถึง 50 เท่า 
สิ่งที่จำเป็นต้องระมัดระวัง ไม่เสนอแนะให้บริโภคสารจากเม็ดองุ่นเยอะๆสำหรับมีเหตุการณ์เลือดแข็งช้าหรือใช้ยาต่อต้านการแข็งตัวของเลือด แล้วก็คงจะหยุดการกินอย่างต่ำ อาทิตย์ ก่อนแล้วก็ข้างหลังการผ่าตัดหรือทำฟัน

ส้มเขียวหวานคุณประโยช์จากส้ม – ส้มเขียวหวาน 
กินน้ำส้มเพื่อเพิ่มความร่าเริง ว่องไว ลดความเคร่งเครียด ช่วยคุ้มครองป้องกันโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
ส้มมีสารไฟโตนิวเทรียนต์มากมาย ซึ่งปฏิบัติภารกิจเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
ส้มคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีวิตามินซี คุ้มครอง เลือดออกตามไรฟันรวมทั้งมีคุณลักษณะช่วยล้างพิษภายในร่างกาย
ในส้มมีสารฟลาโวนอยด์ บีไฟท์ ช่วยคุ้มครองป้องกันการอักเสบ รวมทั้งเลือดจับตัวกันจนเป็นก้อน
ส้มมีคอลลาเจน ช่วยทำให้ปรุงแก้ไขซ่อนแซมส่วนที่สึกของร่างกาย ให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และก็ยังช่วยรักษาแผลข้างหลังผ่าตัดแผลไฟลุก ให้หายเร็วแล้วหลังจากนั้นก็แผลเรียบเนียน
ข้อควรระวัง เด็กจำเป็นจะต้องแก่กว่า เดือนแล้วก็การให้กินน้ำส้มคงผสมน้ำเข้าไป ในจำนวนครึ่งต่อครึ่ง เพื่อลดการระคายเคืองสำหรับเด็กเนื่องจากว่าส้มมีรสชาติเข้มข้น บีไฟท์ การผสมน้ำก็เป็นอีกแนวทางสำคัญที่ทำให้เด็กไม่ติดรับประทานหวานรุ่งโรจน์อีกด้วย แล้วก็ต่อมาสำหรับคนที่เป็นโรคโรคเบาหวาน โรคไตหรือมีความคิดว่ากำลังจะลดความอ้วนคงจะรับประทานด้วยความระแวดระวัง เนื่องจากส้มมีน้ำตาลและโพแทสเซียมสูง ถึงแม้ว่าถ้าจะรับประทานควรเลือกรับประทานส้มผลเพราะว่าส้มมีกากใยมากยิ่งกว่าน้ำส้มคั้น

กล้วยคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่อุดมไปด้วยน้ำตาลจากธรรมชาติถึง3พวกอย่างยิ่งจริงๆซึ่งหมายถึง ซูโครส เดกซ์โทรส และรุกโตส ซึ่งช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย น้ำตาลในกล้วยมีคุณค่ากว่าน้ำตาลที่ได้จากเมล็ดพืชอื่นๆสารอาหารหลักในกล้วยเป็น โปรตีน คาร์โบไฮเดรตไขมันเกลือแร่ วิตามิน แล้วก็น้ำ โดยยิ่งไปกว่านั้นกล้วยน้ำว้าคือผลไม้เพื่อสุขภาพที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง และจากนั้นก็ยังมีคุณลักษณะที่ย่อยง่าย บีไฟท์ ทางการแพทย์ก็เลยได้เลือกให้กล้วยน้ำว้าสุกเป็นอาหารเสริมในวัยทารก 
สารอาหารโปรตีนที่มีอยู่ในกล้วยน้ำว้า เป็นโปรตีนที่มีกรดอะมิโนที่จะจะต้องอยู่หลายแบบในกล้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีกรดอะมิโน อาร์จินินและจากนั้นก็ ฮีทิดีน ซึ่งกรดอะมิโนอีกทั้ง ตัวนี้ เป็นกรดอะมิโนที่ต้องต่อการเติบโตของเด็กแบเบาะ

แชมพู hybeauty ซัลเฟต คือ เกลือของกรดซัลฟิวริก

แชมพู hybeauty ซัลเฟต คือ เกลือของกรดซัลฟิวริก ซึ่งในแชมพูจะมีสารซัลเฟตอยู่ 2 ชนิด ได้แก่ Sodium lauryl sulphate (SLS) และ Sodium laureth sulphate (SLES) ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ความจริงแล้วไม่ได้มีอันตรายร้ายแรงเหมือนอย่างที่มีคนร่ำลือกันว่า เป็นสารก่อมะเร็ง แต่ความจริงแล้วมันมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า เป็นสารลดแรงตึงผิว ซึ่งจะช่วยทำความสะอาดสิ่งสกปรกต่าง ๆ ออกจากร่างกาย รวมทั้งทำให้เกิดฟองจำนวนมากถึงแม้มันจะไม่ได้เป็นสารก่อมะเร็งอย่างที่เขาลือกัน แต่ผู้ใช้แชมพูที่มีสารซัลเฟตผสมอยู่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อหนังศีรษะ ดวงตา และทำให้เส้นผมที่เคยนุ่มชุ่มชื้นกลายเป็นแห้งเสียได้อย่างง่ายดาย รวมทั้งทำให้สีผมที่คุณไปโกรก ย้อม หรือไฮไลท์มานั้นหลุดออกภายในระยะเวลาไม่นานสำหรับครีมนวดผม จะไม่มีซัลเฟตชนิดใดผสมอยู่เลย สังเกตได้ว่าเมื่อใช้ครีมนวดจะไม่มีฟองเหมือนกับเวลาใช้แชมพูเลยสักนิด ดังนั้นในส่วนของครีมนวด ผู้ใช้จึงไม่จำเป็นต้องกังวลอะไรมาก แต่ก็ควรเลือกที่เหมาะกับสภาพผมของคุณด้วยเช่นกัน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจแชมพูมุกมุนไพร
แชมพู (Shampoo ) หมายถึงสิ่งปรุงแต่งของสารลดแรงตึงผิว(surfactant) ใช้ขจัดสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและหนังศีรษะซึ่งอยู่ในรูปของเหลวครีม เจล ผงหรือเม็ดก้อน หรือ ฟองแชมพูจัดเป็นเครื่องสำอางประเภทหนึ่ง แชมพู เป็นของใช้ประจำครอบครัวในทุกๆ ครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องใช้แชมพูทำความสะอาดชะล้างสิ่งสกปรกออกจากเส้นผมและผิวหนังศีรษะ แชมพู จึงเป็นสัญลักษณ์ประจำห้องน้ำ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน และนับวันจะยิ่งมีบทบาทต่อมนุษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ แชมพู hybeauty.

แชมพู hybeauty

แชมพู hybeauty ชนิดของแชมพู hybeauty shampoo
๑. แชมพูใส คือ แชมพูที่มีลักษณะใส อาจมีสี หรือไม่มีสี แชมพูใสนี้ แบ่งได้เป็น แชมพูใส hybeauty vitalizing hair & scalp shampoo
ที่มีคุณสมบัติเน้นด้านการสระให้สะอาดโดยอาจจะใส่สารปรับสภาพเพียงเล็กน้อยแชมพูจำพวกนี้จะมีราคาถูกกว่าชนิดอื่นๆนิยมใช้กันมากตามร้านทำผมทั่วไปแชมพูใสแบบ 2 in 1 ซึ่งจะใส่สารปรับสภาพมากขึ้นเพื่อให้ความนุ่มและ แชมพูชนิดนี้เหมาะสำหรับผมที่ค่อนข้างมันหรือผู้ที่มีผมบางหรือเส้นผมเล็ก แชมพู hybeauty

๒. แชมพูขจัดรังแคในปัจจุบันแชมพูขจัดรังแคมีทั้งชนิดใสและขุ่นโดยใช้สารขจัดรังแคต่างชนิดกัน การผลิตแชมพูขจัดรังแคเพื่อจำหน่ายจำเป็นต้องขอ อ.ย. ก่อนจะวางจำหน่าย

๓. แชมพูมุก คือ แชมพูที่มีลักษณะประกายมุก อาจมีสีหรือไม่มีสีก็ได้ แชมพูมุกแบ่งได้ในลักษณะเดียวกับแชมพูใสคือแชมพูมุก ที่เน้นในเรื่องสระสะอาดโดยใส่สารปรับสภาพเพียงเล็กน้อยแต่ต้องการให้แชมพูมีลักษณะน่าใช้จึงใส่มุกเพื่อให้แชมพูมีลักษณะประกายมุกแชมพูมุก แบบ ๒ in ๑จะใส่สารปรับสภาพมากขึ้น โดยเฉพาะสารจำพวก Silicone เพื่อช่วยให้ผมนุ่มลื่น เหมาะสำหรับผมขนาดกลางหรือเส้นใหญ่ หรือผมที่หนามากๆ

ข้อควรระวังในการเลือกแชมพู
จุดประสงค์หลักของแชมพูคือต้องทำความสะอาดเส้นผมอย่างอ่อนโยนที่สุด ปัญหามีอยู่ว่าถ้าแชมพูที่เราใช้นั้น “แรง” เกินไป หนังศีรษะของเราจะพองตัวให้รูขุมขนเปิดกว้าง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง

ดังนั้นเราจึงควรใช้แชมพูสระผมที่มีค่าความเป็นกรดหรือด่าง ไม่เกิน 5.5 เพราะเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดกับสมดุลของความชุ่มชื้นของเส้นผมทั่วไป

แชมพูบางชนิดมีส่วนผสมของสารเคมีที่อาจเป็นอันตรายต่อหนังศีรษะ เพราะฉะนั้นการเลือกแชมพูซักขวด ควรต้องพิจารณาในหลายๆ อย่างประกอบกัน

– แชมพูทุกขวดประกอบด้วยส่วนผสมของสารขจัดคราบและสิ่งสกปรกซึ่งมีอยู่หลายชนิด และมีความรุนแรงต่างกัน นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงใช้สบู่เหลวสระผมไม่ได้ แม้ว่าจะมีสารทำความสะอาดเหมือนกัน เนื่องจากสารขจัดคราบในสบู่นั้นมีอานุภาพรุนแรงกว่าจนทำให้ผมเราหลุดร่วงได้
– ส่วนประกอบอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ พวกสารเคมีกันบูดกันเสีย เช่น แอมโมเนีย ลอรีล ซัลเฟทหรือแอมโมเนียม อเร็ธ ซัลเฟท เป็นสารเคมีที่รุนแรงมาก หากคุณเพียงเผลอเก็บไว้ในอุณหภูมิสูงมันจะปล่อยก๊าซแอมโมเนียออกมา ถ้าคุณใช้แชมพูที่เป็นด่างมากๆ แล้วยังผสมกับสารเคมีพวกนี้จะทำให้ผมของคุณหลุดร่วงและสูญเสียความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ผลที่ตามมาคือผมคุณจะแห้งกรอบ แถมแตกปลายอีกต่างหาก
– ส่วนผสมที่แย่ที่สุดในแชมพูคือ โซเดียม ซี 14-16 โอเลฟิน ซิลโฟเนท ซึ่งเป็นสารเคมีที่รุนแรงยิ่งกว่า พบในแชมพูเปลี่ยนสีผมบางชนิด ที่ควรระวังคือสารโซเดียมคลอไรด์หรือเกลือแกง ที่ผู้ผลิตมักเอามาผสม เพราะมันเป็นสารราคาถูกที่ทำให้เนื้อแชมพูดูเข้มข้นขึ้น ข้อเสียคือทำให้น้ำมันที่มีประโยชน์ต่อเส้นผมหายไป
– เราควรเริ่มกันที่แชมพูอ่อนๆ และมีส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร หรือเป็นแชมพูซึ่งมีราคาแพงกว่าตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งก็เป็นเพราะส่วนผสมที่แพงกว่านั่นเอง

ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับแชมพู

เรามักจะคิดกันว่าแชมพูยี่ห้อไหนก็เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่นะ แชมพูส่วนมากจะประกอบด้วยสารเคมี ยกเว้นแชมพูสมุนไพรซึ่งอย่างมากที่สุดก็คือผสมสารกันบูด
ความเข้าใจผิดอีกอย่างก็คือแชมพูที่ดีต้องมีฟองมาก ซึ่งไม่จริงเลย เพราะถ้าแชมพูนั้นมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้น มันจะไม่ค่อยมีฟองเท่าไหร่ อย่างแชมพูสมุนไพรก็ไม่ค่อยมีฟองมาก ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื้นเป็นอย่างดีซึ่งเราควรมองหาในฉลากก็เช่น เวเจเทเบิล กลีเซอรีน โจโจบา ออยล์ อะโลเวร่า อะโวคาโด บอเรจ ออยล์ เกรฟซี้ด ออยล์ ซันฟลาวเวอร์ ออยล์ วีทเยิร์ม โคโคนัท แมคคาเดเมีย นัด ออยล์

เคล็ดลับการเลือกแชมพูให้เหมาะกับเส้นผม

ใครจะคิดว่าการเลือกซื้อแชมพูที่เหมาะสมกับผมเราสักขวดนั้นจะยากพอๆ กับงมเข็มเลยเชียว แชมพูดีๆ ก็มีอยู่เยอะแยะ แต่ปัญหาคือ ไม่รู้ว่าที่เหมาะนั้นคืออย่างไร เรื่องนี้ถึงจะไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากหรอกนะ

รู้ไหม แชมพูคืออะไร
แรกสุด ก่อนที่คุณจะติดสินใจเลือกซื้อแชมพูยี่ห้อใด ควรจะรู้เสียก่อนว่า “แชมพู” ที่เราเรียกกันจนติดปากนั้น คืออะไร และควรจะทำอะไรกับผมของเราได้บ้าง ที่แน่ๆ คือต้องทำให้ผมเราสะอาด นุ่มสลวย เป็นเงางาม มีกลิ่นหอม
ผู้เชี่ยวชาญเรื่องแชมพูระบุไว้ว่า โดยจุดประสงค์หลักของแชมพูก็คือ ต้องทำความสะอาดเส้นผมอย่างอ่อนโยนที่สุด เพราะตลอดวันนั้น ทั้งฝุ่นผมและสิ่งสกปรกทั้งหลายจะติดตรึงอยู่ที่หนังศีรษะและเส้นผมของเรา ซึ่งลำพังใช้แค่น้ำล้างคงไม่ออกง่ายๆ
ปัญหามีอยู่ว่า ถ้าแชมพูที่เราใช้นั้น “แรง” เกินไป หนังศีรษะของเราก็จะพองตัว ทำให้รูขุมขนเปิดกว้าง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง และยังทำให้เส้นผมแตกปลายได้อีกด้วย ดังนั้น แชมพู hybeauty เราจึงควรใช้แชมพูสระผมที่มีค่าความเป็นกรดหรือด่าง หรือค่า pH ไม่เกิด 5.5 เพราะเป็นระดับที่เหมาะสมที่สุดกับสมดุลของความชุ่มชื่นของเส้นผมทั่วไป ถ้าแชมพูมีความเป็นกรดมากเกินไป ผมของเราจะหลุดร่วง และถ้ามีความเป็นด่างมากเกินไป ก็จะทำให้เกิดช่องว่างหรือรูพรุนบนหนังศีรษะมากเกินไป ส่งผลให้หนังศีรษะของเราอ่อนแอลงได้เช่นกัน

จับตาดูยี่ห้อ
แล้วเราต้องมองหาส่วนผสมอะไรบ้างล่ะ ในแชมพูสักขวด สำหรับมือใหม่ให้เริ่มที่ข้อมูลว่า แชมพูทุกขวดประกอบด้วยส่วนผสมของสารขจัดคราบและสิ่งสกปรกซึ่งมีอยู่หลายชนิด และมีความรุนแรงต่างกันด้วย นั่นคือเหตุผลว่าทำไมถึงใช้สบู่เหลวสระผมไม่ได้ แม้ว่าจะมีสารทำความสะอาดเหมือนกัน เนื่องจากสารขจัดคราบในสบู่นั้นมีอานุภาพที่แรงกว่าจนทำให้ผมเราหลุดร่วงได้
ส่วนประกอบอื่นๆ ที่ควรหลีกเลี่ยงคือ พวกสารเคมีกันบูดกันเสีย เช่น แอมโมเนี่ยม ลอรีล ซัลเฟท หรือแอมโมเนียม อเร็ธ ซัลเฟท เป็นสารเคมีที่รุนแรงมาก หากคุณเพียงเผลอเก็บไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง มันจะปล่อยก๊าซแอมโมเนียอกมา ถ้าคุณใช้แชมพูที่เป็นด่างมากๆ แล้วยังผสมกับสารเคมีพวกนี้ จะทำให้ผมของคุณหลุดร่วงและสูยเสียความชุ่มชื่นตามธรรมชาติ ผลที่ตามมาก็คือผมคุณจะแห้งกรอบ แถมกลายเป็นผมแตกปลายอีกต่างหาก
แล้วทำไมมีของพวกนี้อยู่ในแชมพูล่ะ ก็เพราะเป็นสารเคมีราคาถูกที่ป้องกันแชมพูเสียได้และยังทำให้เกิดฟองเยอะๆ ส่วนผสมที่แย่ที่สุดในแชมพูคือ โซเดียม ซี 14-16 โอเลฟิน ซิลโฟเนท ซึ่งเป็นสารเคมีที่รุนแรงยิ่งกว่าพบในแชมพูเปลี่ยนสีผมบางชนิด ที่ควรระวังก็คือสารโซเดียมคลอไรด์ หรือเกลือแกง ที่ผู้ผลิตมักเอามาผสมก็เพราะมันเป็นสารราคาถูกที่ทำให้เนื้อแชมพูดูเข้มข้นขึ้น ข้อเสียก็คือทำให้น้ำมันที่มีประโยชน์ต่อเส้นผมหายไปด้วย แชมพูที่ดีต้องไม่มีส่วนผสมของเกลือ
เราควรเริ่มกันที่แชมพูอ่อนๆ และมีส่วนผสมที่เป็นธรรมชาติมากที่สุด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร หรือเป็นแชมพูซึ่งมีราคาแพงกว่าตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งก็เป็นเพราะส่วนผสมที่แพงกว่านั่นเอง

เรื่องของฟอง
เรามักจะคิดกันว่าแชมพูยี่ห้อไหนก็เหมือนกัน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่นะคะ แขมพูส่วนมากจะประกอบด้วยสารเคมี ยกเว้นแชมพูสมุนไพร ซึ่งอย่างมากที่สุดก็คือผสมสารกันบูด ความเข้าใจผิดอีกอย่างก็คือแชมพูที่ดีต้องมีฟองมาก ซึ่งไม่จริงอย่างเด็ดขาดเพราะถ้าแชมพูนั้นมีส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื่น มันจะไม่ค่อยมีฟองเท่าไหร่ อย่างแชมพูสมุนไพรก็ไม่ค่อยมีฟองมาก ส่วนผสมที่ให้ความชุ่มชื่นเป็นอย่งดี ซึ่งเราควรมองหาในฉลากก็เช่น เวเจเทเบิล กลีเซอรีน (มักพบในแชมพูสมุนไพร) โจโจบา ออยล์ อะโลเวร่า อะโวโด้ บอเรจ ออยล์ (มักพบในแชมพูสนุมนไพร) เกรฟซี้ด ออยล์ (เป็นสารปกป้องสีผม) ซันฟลาวเวอร์ ออยล์ วีทเยิร์ม อล์ คูคิวนัท แมคาเดเมีย นัท ออยล์ (ทำให้เส้นผมเป็นเงางาม) แชมพู hybeauty.

ozee gluta mix การฟอกสีขาวหรือทำให้ผิวขาวไม่ใช่เรื่องใหม่เลย

ozee gluta mix การฟอกสีขาวหรือทำให้ผิวขาวไม่ใช่เรื่องใหม่เลยย้อนกลับไปยุค Queen Elizabeth ในยุโรป ทั้งผู้ชายและผู้หญิงต่างก็อยากมีผิวซีดขาวกัน เพราะแสดงถึงความสวยและเพื่อให้เป็นที่โดดเด่นในสังคมสำหรับผู้หญิง การมีแก้มสีแดงและปากสีแดงเข้มถือว่าทันสมัยสุดๆ ใช้สีย้อมจากรากพืชหรือสัตว์เพื่อตกแต่งแก้ม และเม็ดสีที่มาจากสารประกอบของปรอทสีแดงทำให้ปากแดง นอกจากนั้นยังใช้ล้างหน้าเพราะมีสารที่ทำให้ผิวนุ่มและดูผ่องใสอีกด้วยแต่หลังจากใช้ไปนานๆ สารปรอททำให้ผิวเสียหายอย่างมาก เช่น ทำให้หน้ามัวหมอง เป็นสิว ผิวบางขึ้น และหนักไปกว่านั้นคือผิวอาจเปลี่ยนเป็นสีฟ้าเทาได้แม้จะมีความเสี่ยงมาก สารประกอบอันตรายเหล่านั้นยังคงพบได้ในผลิตภัณฑ์รักษาความงามหลายตัว สารประกอบของปรอทสีแดงยังคงพบได้ในครีมทาผิวขาวและสบู่ในปัจจุบันในขณะที่ผิวขาวยังเป็นที่ต้องการในบางประเทศ มีผู้หญิงที่หาครีมหรือเข้าคลินิกเพื่อทำให้ผิวขาวหรือขจัดรอยดำมากขึ้น โดยผิวสีที่ไม่เท่ากันและรอยดำอาจเกิดจากการทำลายของแสงแดด การระคายเคืองผิวหนัง ความไม่สมดุลของฮอร์โมน หรือยาคุมกำเนิดครีมทำให้ผิวสว่างกระจ่างใสสามารถใช้ในการแก้ปัญหาจุดด่างดำ รอยจากสิว กระ และฝ้า แต่ควรระวังและเลือกผลิตภัณฑ์ที่ไว้ใจได้ เพราะผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวหลายตัวมีสารที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างร้ายแรงในระยะยาวผิวขาวได้อย่างไร ozee gluta mix.

ozee gluta mix

ozee gluta mix ผิวขาวได้ยังไง? โอซี กลูต้า มิกซ์
ครีมเพื่อผิวขาว (Whitening cream) มีสารที่ชะลอการผลิตของสารเมลานินในผิวชั้นนอก โดยเม็ดสีเมลานินมีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากรังสี UV ที่อันตราย แต่ถ้าร่างกายผลิตสารเมลานินมากเกินไปอาจทำให้สีผิวไม่เท่ากัน ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของสารที่ช่วยลดรอยด่างดำช่วยได้แต่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพถ้าใช้ไปนานๆ

ส่วนผสมชนิดไหนในผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวที่ควรหลีกเลี่ยง?
Hydroquinone หรือ ไฮโดรควิโนน
เป็นสารอันตรายที่ใช้ในการผลิตฟิล์มขาว-ดำ, อุตสาหกรรมยาง, ที่ย้อมผม และครีมทำให้ผิวสว่างใส เพราะสารตัวนี้มีประสิทธิภาพในการฟอกสีและลดการผลิตเม็ดสีเมลานิน ozee gluta mix

ข้อเสียคือสารไฮโดรควิโนนเป็นสารอันตรายต่อเซลล์และอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ต่อมหมวกไต และโรคตับ สารตัวนี้ถูกระงับใช้ในหลายประเทศอย่างยุโรป ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย

ผลข้างเคียงจากการใช้สารไฮโดรควิโนนที่พบได้ทั่วไปคือผิวเป็นผื่น ไหม้ ระคายเคือง แห้ง และลอก แต่ถ้าใช้ไปนานๆผิวอาจเปลี่ยนเป็นสีฟ้าหม่นๆในบางพื้นที่ผิว

ไฮโดรควิโนน ผิวขาว
สารปรอท
สารปรอทเป็นสารที่พบได้ทั้งในสบู่ ครีม และโลชั่นเพื่อผิวขาว

เป็นสารอันตรายที่เข้าไปในร่างกายได้อย่างงายดายแต่เอาออกได้ยาก เมื่อสารปรอทใช้ทำให้ผิวขาว ผลข้างเคียงก็คือผื่นขึ้น ผิวเปลี่ยนสี และเป็นรอยแผลเป็น การรับสารปรอทในระยะยาวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสุขภาพได้ เช่น ทำลายไตและระบบประสาท ทำให้เครียดหรือถึงขั้นเป็นโรคจิตได้ นอกจากนั้นยังส่งผลกระทบต่อการพัฒนาสมองต่อเด็กในท้องด้วย

ฉะนั้นก่อนเลือกผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผิวขาวควรดูที่ฉลากว่ามีส่วนผสมของสารปรอทรึเปล่า จากคำว่า mercury, mercurous chloride, mercuric, mercurio หรือ calomel

สารปรอท ผิวขาว
Steroids หรือสารสเตียรอยด์
มีครีมหน้าขาวหลายตัวที่มีสารประกอบที่ผิดกฏหมาย แม้ว่าสเตียรอยด์บางตัวมีประโยชน์ในการรักษาโรคผื่นคัน เช่น eczema, psoriasis หรือ dermatitis แต่ก็ไม่ได้มีผลทำให้ผิวขาวขึ้น

การใช้สเตียรอยด์ควรอยู่ในการแนะนำของแพทย์และเภสัชกร หรือควรใช้แค่ไม่กี่สัปดาห์

แต่สเตียรอยด์บางตัวก็ทำให้ผิวขาวได้อย่างรวดเร็ว เพราะมันทำให้หลอดเลือดหดตัวและแคบลง การไหลของเลือดจึงช้าลงทำให้ผิวดูขาวขึ้น

สเตียรอยด์ยังชะลอการเกิดใหม่ของเซลล์ทำให้เม็ดสีเมลานินน้อยลง ข้อเสียก็คือผิวชั้นนอกจะบางลงจนเห็นเส้นเลือด และอาจเพิ่มความเสี่ยงให้ผิวหนังถูกทำลายได้ง่าย

สารสเตียรอยด์ ผิวขาว
มีวิธีธรรมชาติที่จะทำให้ผิวขาวมั้ย?
หลังจากที่หลายคนมีปัญหาตามมามากมายหลังจากการใช้ครีมหน้าขาวหรือผิวขาว บริษัทผลิตยาก็เริ่มคิดค้นวิธีธรรมชาติที่ทำให้ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น

มีการทดสอบอย่างกว้างขวางว่าพืชชนิดไหนสามารถลดการผลิตสารเมลานินได้ แต่ไม่มีสารพิษและไม่มีผลข้างเคียง

ผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ อาร์บูติน มะขามป้อม ชะเอมเทศ สารสกัดจากมัลเบอร์รี่ กรดโคจิก หรือวิตามินซี

ในยุคสมัยที่ผิวขาวมีชัยไปกว่าครึ่ง ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าใครก็คงอยากที่จะมีผิวที่ขาว เรียบเนียน น่าสัมผัส แต่อย่างไรก็ตาม ผิวขาวเนียนก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่อยู่ๆก็เกิดขึ้นมาได้ด้วยตัวเอง ถ้าอยากมีผิวขาว ก็จำเป็นที่จะต้องใช้ความพยายาม และความใส่ใจในการดูแลผิวพรรณของตัวเองเป็นอย่างมากเลยทีเดียว ซึ่งหนึ่งในวิธีการดูแลผิวพรรณที่ได้รับความนิยมทั่วโลก ก็คือการทาน อาหารผิวขาว จากธรรมชาตินั่นเอง สำหรับบทความในวันนี้ ก็อยากที่ขอพาคุณผู้อ่านทุกท่าน ไปทำความรู้จักกับอาหารผิวขาวจากธรรมชาติ กันอย่างเจาะลึก เพื่อให้ทราบกันไปเลยว่า อาหารผิวขาว ประเภทใด แบบไหน สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณของคุณให้มีความขาวเนียนมากที่สุด
อาหารผิวขาวจากธรรมชาติแบบใด ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวเนียน
1.แคโรทีน มีคุณสมบัติในการช่วยป้องกันการเกิดออกซิเดชั่นในผิว ทำให้ผิวของคุณมีความแข็งแรง ขาวสดใสมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาหารที่มีแคโรทีนประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก ได้แก่ ผลไม้ที่มีสีแดง และสีเหลือง เป็นต้น

2.กรดแลคติก มีคุณสมบัติในการช่วยคงความอ่อนเยาว์ของผิวพรรณ ozee gluta mix อาหารที่มีสวนผสมของกรดแลคติกจำนวนมาก ได้แก่ นม เป็นต้น

3.วิตามิน A เป็นหนึ่งใน อาหารผิวขาว ที่เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการ สำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตมิน A อาทิเช่น กล้วย เป็นต้น

4.ไลโคปีน เป็นหนึ่งในสารอาหารที่ช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณขาวสดใสมากขึ้น และยังช่วยในการจัดการปรับโทนสีผิวให้มีความเรียบเนียนสม่ำเสมอกันมากขึ้น และจัดการกับปัญหาจุดด่างดำ รอยหมองคล้ำ ที่อาจเกิดขึ้นจากถูกทำร้ายเผาไหม้โดยดวงอาทิตย์ได้อีกด้วย สำหรับอาหารที่มีส่วนประกอบของไลโคปีนอยู่เป็นจำนวนมากก็ได้แก่ มะเขือเทศ เป็นต้น

5.สารต่อต้านอนุมูลอิสระ ทำหน้ที่ในการช่วยปกป้องเซลล์ และเนื้อเยื่อของผิวจากความเสียหาย นอกจากนี้ยังช่วยในการต่อต้านริ้วรอยได้อย่างยอดเยี่ยมอีกด้วย สำหรับอาหารผิวขาว ที่อุดมไปด้วยสารต่อต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ได้แก่ แอปเปิ้ล ชาเขียว มะละกอ เป็นต้น

6.วิตามินซี เป็นแหล่งอาหารผิวขาวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ของคนที่ต้องมีผิวขาวเรียบเนียน วิตามินซีสามารถพบได้จากแหล่งอาหารที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผัก ผลไม้ อาทิเช่น ฝรั่ง มะละกอ กีวี่ ส้ม ลิ้นจี่ สตอรเบอร์รี่ และสับประรด เป็นต้น

การทาน อาหารผิวขาว ด้วยการสลับสับเปลี่ยนสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อผิวเหล่านี้เป็นประจำทุกวันในมื้ออาหารของคุณ จะเป็นการช่วยทำให้ผิวพรรณของคุณได้รับการบำรุง ฟื้นฟู ให้ผิวชุ่มชื้น ขาวเนียน สดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ นอกจากนี้ยังมีความปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงต่อผิวพรรณ และยังดีต่อสุขภาพโดยรวมอย่างมากอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสภาพของสังคมในปัจจุบัน ที่เร่งรีบ กว่าจะเดินทางกลับถึงที่พักในตอนเย็นก็เรียกได้ว่าเหนื่อยล้าแสนสาหัส การไปตามหาและใช้เวลาในการรวบรวมส่วนผสมจากธรรมชาติเพื่อนำมาใช้ในการบำรุงผิวพรรณ ดังที่ได้แนะนำไปแล้วในตอนต้น ก็เหมือนจะเป็นสิ่งที่ยากจนเกินไป ดังนั้นการทานผลิตภัณฑ์วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน ก็จะเป็นการช่วยบำรุงผิวให้มีสุขภาพที่ดีมากยิ่งขึ้นได้เช่นกัน ozee gluta mix.

i pnk อาหารคนท้อง อาหารการกินเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่หลายคนสนใจ

i pnk อาหารคนท้อง อาหารการกินเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่หลายคนสนใจและเอาใจใส่ คุณแม่มักจะเริ่มคิดว่าเราควรจะกินอะไรดีที่จะมีประโยชน์ต่อลูกน้อยในครรภ์ กินอะไรที่ลูกออกมาแล้วจะฉลาด แข็งแรง และมีร่างกายสมบูรณ์ อะไรก็ตามที่คุณแม่เคยได้ยินมาจากการบอกเล่าว่ากินแล้วจะช่วยบำรุงครรภ์ได้ดี ก็จะเที่ยวไปหามากินจนได้ไม่ว่าจะยากแค่ไหน ราคามากน้อยเท่าไรก็ยอมกัดฟันซื้อมากิน ซึ่งบางทีก็มาจากความเชื่อที่ผิดบ้างถูกบ้าง และบางทีคุณแม่ก็ไม่ได้รู้สึกเอร็ดอร่อยกับอาหารเหล่านั้นเลยสักนิด แต่ก็ต้องฝืนใจกินเพื่อลูก ปกติแล้วคุณแม่ในยามตั้งครรภ์จะมีความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ คุณแม่จึงรู้สึกว่าหิวบ่อยขึ้นเมื่อครรภ์แก่ เพราะร่างกายต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอีกร้อยละ 15 หรืออีก 500 แคลอรีต่อวัน คุณแม่บางคนที่รับประทานอาหารไม่ค่อยได้ จึงควรดูแลตัวเองเป็นพิเศษ เพื่อให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารเพียงพอกับการเจริญเติบโต ส่วนคุณแม่ที่กลัวอ้วนจนถึงกับยอมควบคุมอาหาร ลูกน้อยในครรภ์ก็อาจพลอยได้รับสารอาหารน้อยลงไปด้วย อาจทำให้ลูกมีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ มีอัตราเสียชีวิตหลังคลอดสูงกว่าปกติ หรือมีอัตราเสี่ยงต่อการแท้งสูงขึ้น แต่สำหรับคุณแม่ที่หิวมาก กินเยอะจนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นผิดปกติ ช่วงหลังคลอดเมื่อเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ไขมันในร่างกายส่วนหนึ่งจะถูกนำไปใช้ในการสร้างน้ำนม แต่ไขมันที่ยังเหลืออยู่บ้างและลดลงได้ยาก หลังจากเลิกให้นมลูกแล้วคุณแม่ก็ควรจะออกกำลังกายเพื่อช่วยลดน้ำหนักด้วย i pnk.

i pnk

i pnk ในระหว่างการตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องกินอาหารให้ได้ในปริมาณที่เพียงพอและมีอัตราส่วนของสารอาหารที่ถูกต้อง ครบถ้วน อย่างเหมาะสม เพื่อให้ตัวคุณแม่เองแข็งแรงสมบูรณ์ ไม่เหนื่อยง่าย และช่วยลดอาการแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ และเพื่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งความต้องการอาหารของคุณแม่อาจไม่เท่ากันตลอดระยะการตั้งครรภ์ ในขณะที่ตั้งครรภ์ ธรรมชาติจะทำให้ร่างกายคุณแม่ได้รับสารอาหารเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากฤทธิ์ของฮอร์โมนชนิดหนึ่งทำให้ลำไส้เคลื่อนไหวได้ช้าลง จึงส่งผลให้อาหารถูกดูดซึมเข้าร่างกาย แต่ผลของการที่ลำไส้เคลื่อนไหวช้านี้ก็อาจทำให้คุณแม่รู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอมบ้าง ถ้าคุณแม่ได้รับอาหารที่ถูกส่วนแล้ว อาหารที่ได้เพิ่มขึ้นก็จะเพียงพอสำหรับร่างกายในระยะที่ตั้งครรภ์ใหม่ ๆ และคุณแม่ควรระลึกไว้เสมอว่า “ตอนท้อง ต้องกินหนึ่งเผื่อสอง” ซึ่งหมายความว่าให้กินอาหารที่มีประโยชน์ทั้งต่อตัวแม่เองและลูกน้อยด้วย อาหารส่วนหนึ่งนอกจากจะนำไปบำรุงร่างกายของคุณแม่ให้แข็งแรงแล้ว (เพื่อเตรียมตัวคลอดและให้นมลูกหลังคลอด) อาหารอีกส่วนหนึ่งก็ยังนำไปเลี้ยงลูกน้อยในระหว่างที่อยู่ในครรภ์ด้วย เพื่อให้ลูกน้อยมีร่างกาย สมอง และระบบประสาทเจริญเติบโตสมบูรณ์และแข็งแรงดี i pink

สูตรอาหารส่วนใหญ่มีหลักง่าย ๆ คือ ให้รับประทานอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและงดอาหารที่ไม่มีประโยชน์ ไอพิ้ง

อาหารที่แม่ได้รับจะส่งผลต่อสุขภาพของลูกอย่างไร

การพัฒนาของสมองและระบบประสาทหลังจากปฏิสนธิ ในระยะนี้สมองของลูกน้อยจะเจริญเติบโตเร็วมาก จึงต้องการสารอาหารที่จำเป็นทั้งโปรตีน วิตามิน และเกลือแร่ต่าง ๆ เพื่อช่วยในการเจริญเติบโตได้อย่างเหมาะสม i pnk
การพัฒนาของร่างกาย สารอาหารที่ได้รับจากแม่มีความจำเป็นอย่างมากสำหรับการเจริญเติบโตของลูกน้อย เช่น กรดโฟลิกช่วยป้องกันความพิการของลูกน้อย โปรตีนช่วยสร้างกล้ามเนื้อ แคลเซียมและวิตามินดีช่วยให้กระดูกแข็งแรง เป็นต้น
อารมณ์และจิตใจ ลูกน้อยที่เกิดจากแม่ที่ได้รับอาหารที่มีประโยชน์และสมบูรณ์จะมีอารมณ์แจ่มใส ร่าเริง ยิ้มง่าย ไม่เซื่องซึม เมื่อเทียบกับลูกที่เกิดจากแม่ที่ขาดสารอาหาร
สุขภาพในระยะยาว อาหารที่คุณแม่ได้รับก่อนการตั้งครรภ์และในระหว่างตั้งครรภ์มีผลต่อการพัฒนาของลูกน้อยในช่วงที่เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ถ้าคุณแม่ได้รับอาหารอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โอกาสที่ลูกจะเกิดมาแล้วเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง รวมทั้งมะเร็งต่าง ๆ ก็มีน้อยลงตามไปด้วย
โภชนาการสำหรับหญิงตั้งครรภ์
โปรตีน เป็นสารอาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและช่วยซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกน้อยในการก่อร่างสร้างเลือดเนื้อให้เป็นตัวเป็นตน เพราะโปรตีนเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซลล์และเนื้อเยื่อซึ่งจะประกอบกันเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก และอวัยวะภายในต่าง ๆ ให้ร่างกายเจริญเติบโต เรียกได้ว่าเป็นสารอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกน้อยเลยก็ว่าได้ อีกทั้งในขณะตั้งครรภ์ร่างกายของคุณแม่จะต้องการโปรตีนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติประมาณ 30% ของความต้องการโปรตีนในแต่ละวัน (จากปกติที่ยังไม่ตั้งครรภ์วันละ 45-60 กรัม เป็นประมาณ 75-100 กรัมต่อวัน และยังขึ้นอยู่กับว่าคุณแม่ใช้พลังงานไปมากน้อยเพียงใดด้วย) คุณแม่ตั้งครรภ์จึงควรได้รับสารอาหารประเภทนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งอาหารที่มีโปรตีนนั้น ได้แก่ เนื้อสัตว์ทุกชนิด, นม, ไข่, ถั่วหลากชนิด, ธัญพืช, เต้าหู้, ตับ เป็นต้น ส่วนเนื้อที่ว่านี้อาจจะเป็นเนื้อหมู เนื้อวัว เนื้อไก่ เนื้อเป็ด หรือเนื้อปลาก็ได้ทั้งนั้น เพราะเนื้อเหล่านี้จะมีโปรตีนที่มีคุณภาพดีและมีธาตุเหล็กอยู่มาก (อาหารประเภทเนื้อสัตว์จะมีโปรตีนอยู่มากที่สุด) ส่วนโปรตีนจากพืชจะมีคุณภาพรองลงมา เช่น ถั่ว งา ลูกบัว ขนมปังธัญพืช เส้นก๋วยเตี๋ยวที่ทำจากถั่วเหลือง ฯลฯ คุณแม่ควรได้รับอาหารที่ให้โปรตีนหลากหลายต่างกันไปบ้าง อย่างน้อยวันละ 3 ชนิด นอกจากนี้ยังควรกินตับด้วยสักสัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าไม่ชอบก็ไม่เป็นไรครับ จะกินเนื้อหมู เป็ด ไก่ หรือปลาแทนก็ได้ ถ้าเป็นไปได้ก็ควรเลือกรับประทานโปรตีนที่ได้จากเนื้อปลาครับ เพราะนอกจากจะมีโปรตีนชั้นดีแล้ว ยังมีวิตามินสูง มีน้ำมันปลา อุดมไปด้วยธาตุไอโอดีน แคลเซียม และฟอสฟอรัส ทั้งยังมีปริมาณไขมันต่ำ ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันของลูกน้อย ส่วนไข่ก็มีโปรตีนครบถ้วน ให้กินสักวันละ 1 ฟอง ส่วนนมก็ให้เลือกดื่มนมสด นมถั่วเหลือง หรือน้ำเต้าหู้ก็ได้วันละ 2-3 แก้ว
คาร์โบไฮเดรต หรือ อาหารประเภทแป้งและน้ำตาล เช่น ข้าวกล้อง, ข้าวซ้อมมือ, เผือก, มัน, ถั่ว, งา, ก๋วยเตี๋ยว, ขนมปังธัญพืช, ขนมหวาน เป็นต้น เป็นสารอาหารที่ให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ในระหว่างตั้งครรภ์คุณแม่จะต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นจากปกติประมาณ 500 แคลอรี ซึ่งก็มาจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นส่วนใหญ่ โดยปกติแล้วเราจะไม่ทานอาหารประเภทนี้มากนัก ยิ่งคนไม่ค่อยออกกำลังกาย หรือผู้หญิงตั้งครรภ์ด้วยแล้วก็ยิ่งต้องระวังให้มาก เพราะในช่วงตั้งครรภ์ร่างกายจะเผาผลาญแป้งและน้ำตาลได้น้อยลง ระบบการย่อยอาหารไม่เป็นปกติอาจทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อได้ง่าย i pnk เพราะฉะนั้น ก็ให้กินแต่พอสมควรครับ ไม่มากหรือน้อย (จนกระทั่งอด) เกินไป
ไขมัน เป็นสารอาหารที่ช่วยให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกายเหมือนคาร์โบไฮเดรต แต่ก็มีความร้ายกาจที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะย่อยได้ยาก กินมากเกินไปก็มีแต่จะทำให้ท้องอืดเฟ้อ แน่นท้อง อึดอัด และน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยแปรเปลี่ยนไปเป็นไขมันจับอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น อาหารทอดหรือผัดที่ใส่น้ำมันเยอะๆ “แต่สำหรับไขมันที่ได้จากปลาทะละ สาหร่ายทะเล และน้ำมันสกัดจากผลิตภัณฑ์ทางทะเลจะมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว โอเมก้า 3 และ DHA สูง ซึ่งมีความสำคัญต่อพัฒนาการทางสมองและจอประสาทตาของลูกน้อย“
วิตามิน เป็นสารอาหารที่มีความสำคัญต่อร่างกายอย่างมาก เพราะมีบทบาทต่อกระบวนการย่อยอาหาร ทำให้ร่างกายนำอาหารที่เป็นโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อร่างกายได้ โดยไปสร้างเนื้อเยื่อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ตลอดจนช่วยปรับกลไกต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทนต่อสภาพแวดล้อมและโรคต่าง ๆ ได้ดี ถ้าคุณแม่ขาดวิตามินร่างกายก็จะไม่สามารถทำงานได้อย่างเป็นปกติ และถ้าขาดมาก ๆ ก็อาจจะเจ็บป่วยได้ “ในระหว่างตั้งครรภ์ร่างกายจะต้องการวิตามินต่าง ๆ เช่น วิตามินเอ, วิตามินบี, วิตามินซี, วิตามินดี, นิโคตินามายด์, กรดโฟลิก (โฟเลต) เป็นต้น ซึ่งวิตามินเหล่านี้จะมีอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์, ไข่, นม, เนย, ขนมปัง, ข้าวซ้อมมือ, ถั่ว, ฟักทอง, ผักต่าง ๆ และผลไม้” โดยเฉพาะในผัก ผลไม้ และน้ำผลไม้คั้นสดจะมีวิตามินที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่อยู่มาก (ควรกินผักและผลไม้สลับชนิดกันไป เพราะแต่ละชนิดจะมีวิตามินไม่เท่ากัน จะช่วยให้คุณแม่ได้รับวิตามินต่าง ๆ อย่างครบถ้วน เช่น กล้วย เงาะ มังคุด มะละกอ สับปะรด ส้มเขียวหวาน ผักกระเฉด ผักบุ้ง ผักตำลึง ผักโขม ฯลฯ) ที่ร่างกายต้องการอยู่มาก แล้วยังช่วยเรื่องในเรื่องการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี เรียกได้ว่า “หากินได้ง่าย ถ่ายคล่อง มีประโยชน์ และราคาไม่แพง” แต่ก็ควรระวังในเรื่องของสารพิษตกค้างด้วยนะครับ ก่อนทานทุกครั้งต้องล้างให้สะอาดก่อนเสมอ
แร่ธาตุต่าง ๆ ในช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดนั้น ร่างกายของคุณแม่จะต้องการแร่ธาตุต่าง ๆ ดังนี้ ธาตุเหล็ก, แคลเซียม, ฟอสฟอรัส และไอโอดีน โดยเฉพาะแคลเซียมและธาตุเหล็กเพื่อใช้สร้างการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ อาหารที่คุณแม่รับประทานในแต่ละวันจึงควรมีปริมาณเกลือแร่เหล่านี้อย่างครบถ้วนเพียงพอตามที่ร่างกายต้องการ เพราะอวัยวะต่าง ๆ ในร่างกายจะทำงานได้ก็ต้องมีสารอาหารเหล่านี้เป็นองค์ประกอบทางเคมี
ธาตุเหล็ก เป็นส่วนประกอบสำคัญของฮีโมโกลบิน เป็นตัวช่วยไม่ให้เกิดเลือดจาง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีมากพอที่จะลำเลียงออกซิเจนจากเลือดแม่ไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย รวมทั้งไปสู่ลูกผ่านรกด้วย อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กจะต้องอาศัยสังกะสี (Zinc) ในการดูดซึม คุณแม่จึงควรรับประทานอาหารที่มีสังกะสีด้วย เช่น ปลาหมึก เนื้อปลา และอาหารทะเลให้เพียงพอ ส่วนอาหารที่ให้ธาตุเหล็กนั้น ได้แก่ อาหารจำพวกตับ, ไข่แดง, ผักใบเขียว เช่น ผักโขม ตำลึง ใบชะพลู ขี้เหล็ก กะเพรา, ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, งาขาว, น้ำตาลมะพร้าว, อาหารประเภทเนื้อทุกชนิด เช่น เนื้อปลา เนื้อแดง ฯลฯ (ร่างกายจะดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหารประเภทเนื้อแดง เครื่องในสัตว์ และไข่แดงได้ง่ายกว่าจากผักและผลไม้) ในส่วนของตับจะเป็นอาหารที่มีธาตุเหล็กและวิตามินเออยู่มาก คุณแม่ไม่ควรรับประทานให้มากเกินไป แค่สักสัปดาห์ละครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะวิตามินเอที่มีมากในตับอาจทำให้ลูกน้อยในครรภ์เป็นอันตรายได้ (แต่ในความเป็นจริงก็คงไม่มีใครกินตับครั้งละมาก ๆ และกินทุกวันหรอกจริงไหมครับ) สำหรับคุณแม่ที่กินยาลดกรดเป็นประจำ อาจมีปัญหาต่อการดูดซึมธาตุเหล็กได้ ในกรณีนี้คุณแม่จะต้องกินอาหารที่มีธาตุเหล็กเพิ่มเติมด้วย ส่วนคุณแม่ที่เป็นหรือเคยเป็นโรคโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก ก็ควรจะรับประทานยาบำรุงเลือดตามที่หมอสั่งอย่างเคร่งครัดด้วยครับ
แคลเซียม จะช่วยในการสร้างการเจริญเติบโต โดยเฉพาะกระดูกและฟันของลูกน้อย ซึ่งจะได้มาจากนมเนยเป็นส่วนใหญ่, กุ้งแห้ง, ผักใบเขียว, ผลิตภัณฑ์จากถั่ว, งาดำ และปลาเล็กปลาน้อย (ถ้าคุณแม่ดื่มนมไม่ได้ ก็ต้องได้รับแคลเซียมเสริมและรับประทานไข่ด้วย เพราะวิตามินดีในไข่จะช่วยดูดซึมแคลเซียมได้ดี แม้ว่าร่างกายจะสามารถสร้างวิตามินดีได้เองก็ตาม แต่ก็ต้องได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอเช่นกัน อย่างในคนผิวขาวนั้นจะต้องรับแสงแดดนานถึง 40 นาทีเป็นอย่างน้อยในแต่ละวัน ส่วนคนผิวคล้ำจะต้องใช้เวลานานกว่านี้ จึงจะเพียงพอกับความต้องการในแต่ละวัน)
ไอโอดีน มีความจำเป็นต่อร่างกายในการใช้สร้างไทรอยด์ฮอร์โมน ช่วยควบคุมการเผาผลาญอาหารต่าง ๆ มีผลต่อพลังงาน และอุณหภูมิของร่างกาย ช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของร่างกาย รวมทั้งจำเป็นต่อการเจริญและพัฒนาการของสมอง ถ้าคุณแม่ขาดไอโอดีนมาก ๆ อาจจะทำให้แท้งบุตร ทารกเสียชีวิตก่อนคลอด และมีความพิการแต่กำเนิดได้ ส่วนทารกแรกเกิดที่ขาดไอโอดีนจะทำให้เกิดภาวะปัญญาอ่อน เจริญเติบโตช้า ซึ่งไอโอดีนนั้นก็สามารถหาได้จากการรับประทานอาหารทะเลและเกลือผสมไอโอดีนครับ
น้ำสะอาด การดื่มน้ำสะอาดบริสุทธิ์ในระหว่างการตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ดีที่สุด รวมทั้งน้ำผลไม้คั้นสด 100% เพราะเลือดและสารน้ำในร่างกายของคุณแม่ตั้งครรภ์จะเพิ่มขึ้นในปริมาณมาก คุณแม่จึงต้องดื่มน้ำให้มากและเพียงพอในทุก ๆ วัน
อย่างไรก็ตาม ในชีวิตประจำวันเรามักไม่ค่อยสนใจว่าอาหารที่กินอยู่นั้นจะได้รับสารอาหารครบถ้วนตามที่ร่างกายต้องการแล้วหรือยัง แต่เรามักจะกินให้พออิ่มท้องและอร่อยปากมากกว่า “คุณแม่จึงควรได้รับอาหารที่มีประโยชน์โดยการรับประทานไข่วันละ 1-2 ฟอง หรือเนื้อปลาวันละ 100 กรัม เพิ่มผักใบเขียวหรือเต้าหู้สัก 1-2 ชิ้นสลับกันไป กินตับอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง รับประทานผลไม้ทุกวัน และควรดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว” เพียงเท่านี้คุณแม่ก็จะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างครบถ้วนและเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวันแล้ว i pnk.

cherchom x-tra มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร

cherchom x-tra มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่วันนึงตอบกันหลายๆหน วันนี้เลยจัดการรวบรวมเทคนิคการลดน้ำหนักสำหรับมือใหม่มาฝากกัน วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้น สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้ คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้ cherchom x-tra.

cherchom x-tra

cherchom x-tra ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน เชอชม x tra

อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม

เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง cherchom x-tra

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก

อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์

เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

เมื่อพูดถึงการลดน้ำหนัก คนส่วนมากมักจะโฟกัสไปที่จำนวนตัวเลขที่ลดลงจากเครื่องชั่งน้ำหนัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้องนัก เนื่องจากร่างกายของมนุษย์นั้นประกอบไปด้วย น้ำ กระดูก กล้ามเนื้อ และไขมัน นั่นหมายความว่าน้ำหนักที่ลดลงไปนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นไขมัน(ที่เราต้องการให้หายไป)เสมอไป

การใส่เสื้อกันหนาววิ่งเพื่อให้เหงื่อออกมากๆ การอบซาวน่า หรือการใช้เครื่องดื่มลดน้ำหนัก(บางชนิดมีฤทธิ์เป็นยาถ่ายอ่อนๆ เมื่อดื่มเข้าไปร่างกายจะขับถ่ายน้ำออกมามาก) ทำให้น้ำหนักของเราดูเหมือนจะลดลง แต่ทั้งที่จริงแล้วเป็นน้ำหนักของน้ำต่างหากที่หายไป ส่วนไขมันยังอยู่เหมือนเดิม เมื่อเราดื่มน้ำเข้าร่างกายมากๆน้ำหนักก็จะกลับมาเท่าเดิม (เหมือนนักมวยที่อดน้ำก่อนชั่งน้ำหนักขึ้นชก เพื่อให้ดูเหมือนว่าน้ำหนักตัวน้อยกว่าความเป็นจริง)

ทำนองเดียวกับการอดอาหารหรือกินน้อยมากๆ จะทำให้ร่างกายจะเปิดระบบป้องกันตัวเองโดยนำกล้ามเนื้อมาเผาผลาญเป็นพลังงาน ทำให้นอกจากไขมันจะไม่ลดลงแล้ว กล้ามเนื้อซึ่งเป็นส่วนที่เผาผลาญพลังงานมากที่สุดในร่างกายก็ลดลงไปด้วย (น้ำหนักลงเยอะจริง แต่เป็นน้ำหนักของกล้ามเนื้อเสียส่วนมาก) การลดน้ำหนักแบบนี้ยังมีข้อเสียที่สำคัญคือ เมื่อกลับมากินเท่าเดิมร่างกายจะเผาผลาญพลังงานได้น้อยลง เนื่องจากกล้ามเนื้อได้หายไปแล้ว

การลดน้ำหนักที่ดีต่อสุขภาพ

มีเพียงสองสิ่งเท่านั้นที่จะทำให้น้ำหนักของคุณลดลงไปพร้อมกับมีรูปร่างและสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนได้ คือ อาหารและออกกำลังกาย อาหารที่มีประโยชน์ทำให้ร่างกายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ การออกกำลังกายช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงและช่วยควบคุมปริมาณไขมันในร่างกาย

โปรแกรมลดน้ำหนักของเราประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักๆ คือ

การทำเวทเทรนนิ่ง
การทำกิจกรรมแบบแอโรบิค หรือ ส่วนของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน
การรับประทานอาหารที่มี่คุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ
weightloss
1. เวทเทรนนิ่ง

weight training
วิทยาศาสตร์ปัจจุบันได้พิสูจน์แล้วว่าการลดความอ้วนที่ได้ผลดีที่สุดจำเป็นจะต้องมีการเล่นเวทควบคู่กันไปด้วย เนื่องจากเวทเทรนนิ่งช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน(เมตาบอลิซึม)ของร่างกายให้สูงขึ้นหลังจากเล่นถึง 48 ชั่วโมง หมายความว่าไขมันจะถูกใช้เผาเป็นพลังงานทั้งวันแม้ตอนหลับ ซึ่งการทำคาร์ดิโอเพียงอย่างเดียวไม่สามารถกระตุ้นปฏิกริยานี้เท่าได้มากเท่ากับการเล่นเวท

ประโยชน์อีกอย่างของเวทเทรนนิ่งคือช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อในขณะที่เราอยู่ในช่วงควบคุมอาหาร การลดความอ้วนนั้นแท้จริงแล้วก็คือ การกินให้น้อยกว่าที่ใช้ เราบังคับให้ร่างกายนำไขมันที่ถูกเก็บสะสมออกมาใช้ เมื่อไขมันหายไปเราก็ผอมลง ฟังดูง่ายแต่ความเป็นจริงร่างกายเราซับซ้อนกว่านั้น เพราะเมื่อเราลดอาหารลง ร่างกายมีแนวโน้มที่จะสลายกล้ามเนื้อมาแปลงเป็นพลังงานมากขึ้น เวทเทรนนิ่งจึงเข้ามาเป็นตัวช่วยป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่มากเกินไปนั่นเอง

ตารางข้างล่างเป็นตารางเวทเทรนนิ่งสำหรับโปรแกรมนี้ คุณจะได้ใช้กล้ามเนื้อหลักทุกส่วนของร่างกาย ตารางฝึกมีทั้งหมด 10 ท่า ท่าละ 15 ครั้ง 3 เซต และในหนึ่งสัปดาห์ให้ฝึก 3 วัน จันทร์ พุธ ศุกร์ การเลือกใช้น้ำหนักให้เลือกที่สามารถทำได้จนครบจำนวนครั้งในทุกๆเซตโดยท่าทางต้องไม่ผิด

2. การทำคาร์ดิโอ

การทำกิจกรรมแอโรบิค(คาร์ดิโอ) เป็นส่วนที่สำคัญไม่แพ้กันในการลดน้ำหนัก คาร์ดิโอจะช่วยเผาผลาญพลังงานส่วนเกินในร่างกายไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะส่วนที่ติดอยู่บริเวณ หน้าท้อง รอบเอว สะโพก ต้นขาหลังและต้นแขนด้านหลัง

กิจกรรมที่จะต้องทำสำหรับส่วนนี้คือ เดินหรือวิ่งเหยาะๆ อาจจะบนลู่วิ่ง(Treadmill), Elliptical, หรือปั่นจักรยาน ให้ได้ 30-60 นาที โดยให้ทำ 4-6 วันต่อสัปดาห์ คุณสามารถทำหลังจากเล่นเวทหรือทำวันที่ไม่ได้ฝึกก็ได้

ความเร็วที่ดีที่สุดในการเผาผลาญไขมันคือ ให้ชีพจรอยู่ที่ระดับ 68-79% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด (ค่าการเต้นสูงสุดหาโดย 220 ลบด้วยอายุ เช่นผมอายุ 28 ค่าสูงสุดของผมคือ 220 – 28 = 192) ซึ่งการออกกำลังกายที่ระดับความเหนื่อยนี้มีผลวิจัยสนับสนุนว่าจะสามารถดึงสัดส่วนไขมันออกมาใช้ได้มากที่สุด (สำหรับผู้เริ่มต้นถ้าทำแล้วเหนื่อยเกินไปก็ไปเป็นไร ให้เริ่มจากเดินหรือวิ่งเหยาะๆจนครบเวลาไปก่อน)

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำคาร์ดิโอ

ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการทำคาร์ดิโอคือหลังจากตื่นนอนก่อนทานอาหารเช้า หรือ หลังจากเล่นเวทเทรนนิ่งเสร็จ เนื่องจากเวลาทั้งสองเป็นเวลาที่เราใช้พลังงานจากไกลโคเจนซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักจนเกือบหมดหลังจากการนอนมาทั้งคืน หรือ ฝึกมาตลอดชั่วโมง ดังนั้นการทำคาร์ดิโอในช่วงเวลานี้จะเป็นการบังคับให้ร่างกายนำไขมันมาใช้ในสัดส่วนที่มากกว่าปกติ (ร่างกายต้องการเก็บคาร์โบไฮเดรตไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน)

ทั้งนี้ทั้งนั้นถ้าคุณไม่สะดวกกับเวลาทั้งสองก็ไม่เป็นไรครับ เวลาที่ดีที่สุดคือเวลาที่คุณสามารถทำมันได้อย่างสะดวกที่สุด และสม่ำเสมอที่สุด

เพิ่มเติม: คาร์ดิโอแบบ Interval

สำหรับผู้ที่มีร่างกายฟิตในระดับหนึ่ง อาจจะลองวิธีคาร์ดิโอที่เรียกว่า Interval ดู วิธีนี้คือการออกกำลังกายแบบหนักสลับเบา มีวิธีทำคือ ให้เริ่มต้นด้วยการวิ่งเหยาะๆเป็นเวลาประมาณ 5 นาทีเพื่อให้ร่างกายร้อนเต็มที่ หลังจากนั้นให้เริ่มวิ่งเต็มแรง 30 วินาที แล้วหยุดเดิน 30 วินาที แล้ววิ่งเต็มแรงอีกครั้ง แล้วหยุดอีกครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนครบ 20 นาทีก็ถือว่าจบการฝึก

มีงานวิจัยหลายชิ้นสนับสนุนว่าการฝึกแบบ Interval Training ช่วยเร่งอัตราเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้นมากกว่าการฝึกด้วยความเร็วคงที่เป็นเวลานานถึง 1-2 วันเลยทีเดียว ทำให้ไขมันถูกเผาผลาญไปมากกว่าการทำคาร์ดิโอแบบปกติ

3. อาหาร

ส่วนสุดท้ายนี้เป็นส่วนที่สำคัญมาก(อาจสำคัญที่สุด) ก็คือเรื่องของการอาหารนั่นเอง สาเหตุหลักที่ทำให้คนเป็นโรคอ้วนคือ กรรมพันธุ์ ความสามารถในการเผาผลาญอาหาร และพฤติกรรมการใช้ชีวิต โดยไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เราสามารถแก้ได้ด้วยวิธีแบบเดียวกัน คือ การเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง แต่ให้พลังงานต่ำ

หัวใจของการลดความอ้วนคือการกินให้น้อยกว่าที่ใช้ไป บังคับให้ร่างกายดึงไขมันที่ถูกเก็บสะสมอยู่ตามที่ต่างๆออกมาใช้ ดังนั้นการลดแคลอรี่ที่เรารับเข้ามาจึงสำคัญพอๆกับการออกกำลังกาย โดยการลดจำนวนอาหารที่กินนั้นไม่ควรจะลดลงมากๆในครั้งเดียว ที่ถูกควรจะลดลงทีละ 20% ของจำนวนแคลอรี่ที่คุณเคยกิน ด้วยอัตรานี้คุณจะสามารถลดน้ำหนักที่เป็นไขมันล้วนๆลงได้ประมาณ 1-2 ปอนด์ต่อสัปดาห์โดยที่ไม่รู้สึกหิวและทรมาน อีกทั้งจำนวนน้ำหนักที่ลดลงจะอย่างถาวรเพราะร่างกายมีเวลาปรับความคุ้นชินที่เพียงพอ

**อย่างไรก็ตามร่างกายมนุษย์ต้องการพลังงานอย่างน้อย 1,200 แคลอรี่เพื่อให้อวัยวะภายในและระบบการทำงานต่างๆทำงานได้อย่างเป็นปกติ ดังนั้นไม่ควรอย่างยิ่งที่จะรับแคลอรี่น้อยกว่านี้เพราะอาจเกิดอันตรายต่อร่างกายในระยะยาวได้

จะเห็นได้ว่าถ้าเราเลือกกินอาหารที่มีคุณภาพสูงแต่ให้แคลอรี่น้อย เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องอดอาหารหรือทรมานจากความหิวอีกต่อไป เราสามารถรู้สึกอิ่มได้โดยไม่ได้รับแคลอรี่ที่มากเกิน ซึ่งอาหารประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นพวก คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารที่มีไขมันดี ผักผลไม้ และโปรตีน

Nutrition
1. คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน

ประเภทอาหารที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักก็คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน อาหารประเภทนี้ได้แก่ ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ถั่ว เป็นต้น (มักจะอยู่ในรูปธรรมชาติที่สุด คือมีเปลือก ไม่ผ่านการขัดสี และมีกาก) อาหารพวกนี้ใช้เวลานานในการถูกย่อยเนื่องจากมีเส้นใย(fiber) อยู่มาก ทำให้พลังงานค่อยๆถูกปล่อยออกมาทีละนิด เราจึงรู้สึกอิ่มได้นานโดยได้รับแคลอรี่ไม่มากเกินไป

2. ไขมันดี

ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักบางท่านไม่ทานไขมันเลย นั่นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ไขมันจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับสร้างฮอร์โมนเพื่อให้ร่างกายเป็นปกติ ไขมันยังช่วยในกระบวนการสร้างกล้ามเนื้อ และเป็นตัวทำละลายวิตามินบางชนิดอีกด้วย ไขมันมีประโยชน์ เราจำเป็นต้องกินไขมัน แต่ควรจะเลือกรับประทานไขมันชนิดดีเท่านั้น cherchom x-tra ไขมันดีได้แก่ไขมันที่ได้จากพืช เช่น น้ำมันมะกอก, อโวกาโด, ถั่ว, ไขมันจากปลาทะเลน้ำลึก เช่น ปลาแซลมอน เป็นต้น ส่วนไขมันที่ต้องเลี่ยงคือไขมันจากสัตว์ เช่น มันหมู, น้ำมันปาล์ม, เนย เนื่องจากเป็นไขมันที่สามารถไปอุดตันในเส้นเลือดทำให้เกิดโรคหัวใจได้

3. ผักและผลไม้

ผักและผลไม้เป็นอาหารที่มีกากใยสูง จุดเด่นของอาหารประเภทนี้คือหนักกระเพาะ ทำให้อิ่ม แต่ไฟเบอร์ไม่มีแคลอรี่ เราจึงอิ่มได้โดยไม่ได้รับแคลอรี่ที่มากเกินไป ผักและผลไม้จึงเป็นของว่างอย่างดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วน แทนที่ยามบ่ายจะหยิบขนมกรุบกรอบมากินก็กินแอปเปิ้ลแทน เพราะนอกเหนือจากจะอิ่มแล้ว ใยอาหารจากผักผลไม้ยังช่วยขัดขวางไขมันในลำไส้เราให้ถูกดูดซึมได้น้อยลงอีกด้วย

4. โปรตีน

โปรตีนจำเป็นอย่างยิ่งในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย ผู้ที่อยู่ในช่วงลดความอ้วนมีแนวโน้มที่จะสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้ ดังนั้นจึงควรรับประทานโปรตีนให้เพียงพออย่างน้อยจำนวน 0.8 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (สำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ อาจต้องเพิ่มไปจนถึง 1.8 กรัม / น้ำหนักตัว 1 kg) โปรตีนชั้นดีได้จาก ไข่ นมขาดมันเนย เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ปลา และถั่วต่างๆ

บทสรุปส่งท้าย

การที่จะทำให้น้ำหนักลดลง รูปร่างดูดีขึ้น ไปพร้อมๆกับการมีสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน จำเป็นที่จะต้องทำทั้ง 3 ส่วนนี้ไปพร้อมๆกันอย่างสมดุลย์ ไม่ออกกำลังกายหักโหมเกินไป ไม่ลดอาหารจนมากเกินไป ร่างกายของเรานั้นชอบการเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ ทำตามโปรแกรมข้างต้น ให้เวลาร่างกายค่อยๆปรับความเคยชิน และขออย่าใช้ผลิตภัณฑ์ลดความอ้วนที่โฆษณาอย่างบ้าคลั่งในปัจจุบันตามสื่อต่างๆ ผลิตภัณฑ์พวกนี้ไปเร่งให้ร่างกายทำงานผิดปกติ มันอาจจะได้ผลอย่างรวดเร็วจริง แต่ทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม และเมื่อคุณหยุดใช้ก็จะกลับมาอ้วนอีกอย่างแน่นอน เพราะไม่ได้มีการปรับเปลี่ยนตัวพฤติกรรมจริงๆ ดังนั้นมาลดความอ้วนด้วยวิธีธรรมชาติง่ายๆ ที่เราให้สัญญาว่าได้ผลอย่างแน่นอนไปพร้อมๆกับสุขภาพที่ดีขึ้นกันเถอะครับ พวกเราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคุณจะประสบความสำเร็จกับการเปลี่ยนแปลงรูปร่างตัวเองให้ดูดีขึ้นได้ในที่สุดครับ cherchom x-tra.

เพียวไวท์ คอลลาเจน คอลลาเจน (Collagen) คืออะไร? คอลลาเจน คือโปรตีนธรรมชาติ

เพียวไวท์ คอลลาเจน คอลลาเจน (Collagen) คืออะไร? คอลลาเจน คือโปรตีนธรรมชาติที่พบได้มากในผิวหนังและกระดูกของสิ่งมีชีวิต ลักษณะจะเป็น โครงสร้างตาข่าย หนาแน่นขนาดเล็กมาก เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังและกระดูก โครงสร้างเหล่านี้จะค่อยๆ เสื่อมสลายเองตามอายุที่มากขึ้น จึงทำให้เกิดรอยเหี่ยวย่น ข้อต่อและกระดูกเสื่อม โดยทั่วไปคอลลาเจนไม่สามารถรับประทานได้โดยตรง เพราะมีขนาดและความหนาแน่นสูงมาก ดูดซึมได้ยาก จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปให้มีขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายดูดซึมได้ ง่าย ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคอลลาเจนทั่วไปมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ เจลลาติน (สารให้ความหนืดชนิดหนึ่ง) และชนิดที่ 2 คือ คอลลาเจนพร้อมรับประทาน ( Hydrolyzed Collagen ) CollaHealth / คอลลาเฮลท์ทำไมร่างกายต้องการคอลลาเจน? เมื่อเรามีอายุมากขึ้น : คอลลาเจนในร่างกาย (ผิวหนังและกระดูก) จะเริ่มเสื่อมลง ในขณะที่ร่างกายไม่สามารถสร้างคอลลาเจนออกมาทดแทนได้ เมื่ออายุ 25 ปี ขึ้นไป ร่างกายจะสร้างคอลลาเจนใหม่ทดแทนได้น้อยลงเรื่อยๆ เมื่อร่างกายไม่สามารถผลิต คอลลาเจนใหม่ได้ทันตามการสูญเสียของร่างกาย เราจึงจำเป็นต้องรับประทานคอลลาเจนเสริมเพื่อทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปตาม ธรรมชาติ เพียวไวท์ คอลลาเจน.

เพียวไวท์ คอลลาเจน
เพียวไวท์ คอลลาเจน การสูญเสียคอลลาเจนมีผลต่อสุขภาพอย่างไร? คอลลาเจนฝนฝน
คอลลาเจนเปรียบเสมือนนำ้ล่อเลี้ยงข้อต่อ ดังนั้นเมื่อคอลลาเจนลดลง กระดูกจะเกิดการเสียดสีกัน ทำให้เกิดอาการปวดกระดูก ปวดข้อต่อ รวมไปถึงทำให้เกิดโรคกระดูกพรุนตามมา pure white collagen
ดังนั้นการกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถช่วยให้หายจากอาการปวดกระดูก ปวดข้อต่อต่างๆได้ นอกจากคอลลาเจนจะช่วยในเรื่องของกระดูก ข้อต่อแล้ว ยังช่วยในเรื่องของสุขภาพผิวอีกด้วย เพียวไวท์ คอลลาเจน

คอลลาเจน (Collagen) เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับประโยชน์และความหมาย คอลาเจนคืออะไร และทำไมผู้หญิงยุคปัจจุบันจึงนำคอลลาเจนมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันเพื่อใช้ในการเสริมความสวยงามของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการทาน การใช้เครื่องสำอางค์ที่มีสวนผสมของคอลลาเจน และอื่นๆ อีกมากมาย วันนี้เรามีคำตอบให้กับสาวๆ ที่ยังไม่เข้าใจถึงประโยชน์ และความหมาย ซึ่งจะนำพาให้สาวๆ ตัดสินใจถูกว่าควรจะเลือกใช้แบบไหนกันดี และผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร

คอลลาเจน คือ โปรตีนธรรมชาติที่พบมากในผิวหนังและกระดูกของสิ่งมีชีวิต ลักษณะเป็นโครงสร้างตาข่ายหนาแน่นขนาดเล็กมาก เป็นโครงสร้างหลักของผิวหนังและกระดูก โครงสร้างเหล่านี้ จะค่อยๆ เสื่อมสลายเองตามอายุที่มากขึ้น เช่น รอยเหี่ยวย่นบนผิวหนัง ข้อต่อและกระดูกเสื่อม

โดยทั่วไปคอลลาเจนจะไม่สามารถรับประทานได้โดยตรง เพราะมีความหนาแน่นสูงมาก ร่างกายดูดซึมได้ยาก จึงจำเป็นต้องผ่านกระบวนการแปรรูปให้มีขนาดเล็กเพื่อให้ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย เพียวไวท์ คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากคอลลาเจนโดยทั่วไปมี 2 ชนิด ชนิดแรกคือ เจลาติน (สารให้ความหนึดชนิดหนึ่ง) และชนิดที่สองคือ คอลลาเจนพร้อมรับประทาน (Hydrolyzed collagen) เช่น มีเลิฟ และอีกหลากหลายยี่ห้อ

เมื่อคอลลาเจนในร่างกายไม่เพียงพอจะมีผลกระทบอย่างไร

ในร่างกายคนเราประกอบด้วย คอลลาเจนมากถึงประมาณ 30-40% เมื่อคอลลาเจนในร่างกายน้อยลงจึงมีผลกระทบอย่างมากต่อร่างกาย เฃ่น ผิวหนัง จะแห้งกร้าน หยาบกระด้างเหี่ยวย่น และมีตกกระ, สุขภาพ กระดูกข้อต่อเสื่อม อาจทำให้มีอาการเจ็บเข่า ปวดหลัง ปวดเอว ระบบไหลเวียนโลหิตเสื่อม และอาจจะทำให้ระบบอื่นๆ เสื่อม การเผาผลาญไขมันน้อยลง ดูแก่ เช่น ผมขาว เล็บเปราะง่าย สุขภาพโดยรวมไม่ดี

ในคนเราเมื่อมีอายุ 25 ปีขึ้นไป คอลลาเจน (collagen) จะเริ่มเสื่อมสภาพลง เพราะอัตราการสังเคราะห์คอลลาเจนใต้ชั้นผิวหนังในชั้นหนังแท้จะลดลงถึง 1.5% ต่อปี และจะเกิดกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย แต่เราสามารถทดแทนคอลลาเจนที่สูญเสียไปได้โดยการนำสารสกัดโปรตีนคอลลาเจนเข้าสู่ร่างกายซึ่งสามารถทำได้ 2 วิธี คือ การฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ และ การรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เช่น มีเลิฟ ซึ่งหากจะเปรียบเทียบระหว่างการฉีดและการทานแล้ว จะพบว่าวิธีการทานนั้นง่ายและสะดวกมากกว่าการฉีด ซึ่งค่อนข้างยุ่งยากแถมยังมีค่าใช้จ่ายสูง และต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

คอลลาเจนสำคัญกับผิวพรรณอย่างไร

คอลลาเจน (collagen) ถูกนำมาใช้ในการแพทย์ เช่น ลดการอักเสบของผิวหนัง ใช้เป็นไหมละลายในการผ่าตัด ในวงการผิวพรรณและความงามก็นำคอลลาเจนมาใช้เป็นส่วนประกอบกันอย่างแพร่หลาย เช่น สกินแคร์ที่มีสารไมโครคอลลาเจน และวิตามินซีช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ไฟโบรบลาสท์ หรือการฉีดคอลลาเจนเข้าสู่ผิวโดยตรง ซึ่งทำให้ผิวเรียบตึงขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็ว แต่ต้องฉีดซ้ำทุกๆ 6 เดือน ส่วนในรูปแบบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อผิวสวยนิยมใช้คอลลาเจนที่สกัดจากปลาทะเลน้ำลึกเพราะมีโครงสร้างคล้ายคลึงกับคอลลาเจนในร่างกายมนุษย์มากที่สุด เพียวไวท์ คอลลาเจน.

merci bulgarian yogurt สูตรหน้าขาว ใส เนียน ที่เราจะเอามาลงในครั้งนี้

merci bulgarian yogurt สูตรหน้าขาว ใส เนียน ที่เราจะเอามาลงในครั้งนี้ คือสูตรที่เรา “คิดขึ้นเอง” ทดลองมาเเล้ว ไม่ต่ำกว่าร้อยครั้ง เเน่ใจนิดนึง ว่าได้ผล เพราะมีเเต่คนบอกว่าผิวหน้าค่อนข้างดี (ดียังไง หลังไมค์) (ไม่ได้ชมตัวเองนะอย่าเข้าใจผิด = = เเค่การันตีสูตรเฉยๆ) เป็นสูตรสำหรับ คนขี้เกียจดูเเลผิวหน้า ขี้เกียจทาครีมทุกวัน ขี้เกียจพอกหน้าทุกอาทิตย์กว่าหน้าจะใสให้ซักครั้งหรือใช้ฟื้นฟูสภาพผิวหลังลงศึกกีฬาสี เล่นกีฬา เรียน รด. ว่ายน้ำ ออกเเดดกลางเเจ้งฯลฯ เรียนหนัก หน้าคล้ำหลังสอบ ซึ่งมักจะไม่มีเวลามาลงโทนเนอร์ทุกเย็น หรือสครับผิวก่อนนอนเเน่ๆ มันยุ่งยาก.. เเละสิ้นเปลืองเวลา เราเลยลองผิดลองถูกกับผิวหน้าตัวเองมาตั้งนาน กว่าจะได้มันขึ้นมา เพราะฉะนั้น ถ้าจะเผยเเพร่ ให้เครดิตด้วยนะโงะ P.S เเต่ละครั้งที่จะทำการฟื้นฟูสภาพผิวเช่นนี้ ขอเเนะนำว่า ควรเป็นวันหยุดเสาร์อาทิตย์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ หยุดคริสต์มาส ปิดเทอม เพื่อจะได้มีเวลาเต็มที่ในการฟื้นฟูสภาพหน้าในเเต่ละครั้ง P.S2 ทดลองกับเพื่อนๆ สามคน ซึ่งทำให้รุ้ว่า สูตรนี้ สามารถช่วยคุณได้ เพียงเเค่ทำในครั้งเดียว =w=(เเต่ขึ้นอยู่กับสภาพผิวหน้าของเเต่ละคนด้วยนะจ๊ะ) merci bulgarian yogurt.

merci bulgarian yogurt

merci bulgarian yogurt ขอบอกว่าใช้เวลานิดนึง = =; เรานั่งจ๋องอยู่ในห้องน้ำตั้งครึ่งชม.เเน่ะ เมอร์ซี่ บัลแกเรียน โยเกิร์ต
(เเต่ทำสามเดือนครั้ง 5555 ขี้เกียจ)

อุปกรณ์
1. โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
อย่าทะลึ่งเอาสตอร์เบอร์รี่หรือวุ้นมะพร้าวเพื่อหวังความเเนวเด็ดขาด มิฉะนั้นใบหน้าของคุณจะเกิดการอุดตันอย่างร้ายเเรง =[]=
2. น้ำผึ้งหลอดสวนจิตรลดา
จะเป็นน้ำผึ้ง ขวด โหล โอ่ง หรือเเก้วก็ไม่ผิด เเต่ที่เเนะนำน้ำผึ้งหลอด เพราะหาซื้อได้ง่ายตามเซเว่น เเละเเน่ใจว่า เป็นน้ำผึ้งเเท้ ไม่ปลอมเเน่นอน (เพราะถ้าเป็นน้ำผึ้งปลอม ที่ทำมาจกน้ำตาลเชื่อม ใบหน้าของคุณ จะเต็มไปด้วยสิวหัวช้างหลังใช้ โอ้วม่ายยย)

3.มะนาว
เพราะมะนาว มีฤทธิ์เป็นกรด ราคาถูก มีสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้หน้าสาว ใส ผลัดเซลล์ผิว merci bulgarian yogurt
เเนะนำว่าเป็นลูกเขียวๆ ลูกละสามบาทที่หาได้ตามตลาดจะง่ายที่สุด อย่าอวดรวยซื้อเลม่อนเหลืองต่างประเทศมาเด็ดขาด เพราะ เรายังไม่เคยลอง (อ้าว)

4. สบู่ที่ล้างหน้าไว้ใจได้หนึ่งก้อน (เเนะนำว่า ไม่ควรใช้สูตรนี้ควบคู่กับ ตรานกเเก้ว โพรเทกส์ ฯลฯ กับผิวหน้า อิอิ)

ขั้นตอนน
1. ล้างหน้าอันหยาบกร้านของท่านด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้ก้อนนั้น ล้างให้สะอาดที่สุดเท่าที่จะทำได้ เเนะนำว่าอย่าล้างเเบบวนขึ้น สิ่งสกปรกจะไหลย้อนเขารูขุมขนทันที = =

2. ใช้มะนาวลูกเขียว ผ่าครึ่ง ทำมือเป็นอุ้งรูปกรวย ค่อยๆบีบน้ำมะนาวลงไปที่ฝ่ามือ เเล้วค่อยๆเอามืออีกข้าง(ต้องเเนะนำมั้ยว่าให้วางมะนาวลงก่อน?)ป้ายน้ำมะนาวนั้นที่ใบหน้า ระวังอย่าให้เข้าตา เพราะน้ำมะนาวอาจทำให้ตาบอด เเละห้ามให้เข้าปาก เพราะ มันจะเปรี้ยว

3. เพียงเสี้ยววินาทีที่หน้ามะนาวถุกป้ายเต็มหน้าเเล้ว บางรายอาจรุ้สึกจี๊ดๆที่ผิว เเนะนำว่าให้รีบล้างออกด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้ อย่างรวดเร็ว เพราะน้ำมะนาวมีฤทธิ์เป็นกรดค่อนข้างเเรง เเต่ใช้ผลัดเซลล์ผิวได้ดี ดังนั้น เเม้ว่าคุณจะเป็นพวกมาโซคิส์ ชอบความรู้สึกซาบซ่านยามมะนาวกัด ก็ไม่ควรเเช่มันไว้นาน

4. ใช้สบู่ที่ไว้ใจได้ล้างหน้าอย่างต่อเนื่อง คุณจะรู้สึกจี๊ดๆไปอีกสักพัก นี่คือขั้นตอนที่ดีที่สุด หลังผ่านสมรภูมิเปรี้ยว.. ให้ใช้โยเกิร์ตทั้งถ้วย ผสมกับน้ำผึ้งสองช้อนโต๊ะ(ถ้าเหลือก็อาจนำไปใช้บำรุงผิวกายได้ต่อตามอัธยาศัย หรือถ้าเสียดาย จะซัดโฮกให้หมดถ้วยก็ตามเเต่)พอกไปที่ใบหน้า เเล้ว รอ..

รอจนกว่าโยเกิร์ตจะเเห้งตึงจนพูดไม่ได้…. อาจขี้เกียจรอนิดนึง เพราะต้องมีอะไรไปทำต่อ… เเต่ก็ต้องรอนะจ๊ะ (ก็บอกเเล้ว ว่าให้ทำตอนวันหยุด!) อาจเดินไปเปิดพัดลมเบอร์สามเพื่อเร่งโยเกิร์ตให้เเห้งเร็วๆก็ได้นะ

จากนั้น ขั้นตอนสุดท้าย ล้างหน้าด้วยสบู่ที่ไว้ใจได้จนโยเกิร์ตหายไปหมด อย่ารีบร้อนล้างลวกๆเเล้ววิ่งไปดูหนังช่องสามต่อเด็ดขาด เพราะข้อผิดพลาดที่จะเกิดขึ้นตามมาคือ หน้าของคุณจะมันเพราะโยเกิร์ต เเละจะเป็นผิวผื่นขึ้นเต็มไปหมด = = (ดังนั้นล้างให้ดีๆ สะอาดๆ ขอเตือน) เเล้วจะพบกับผลลัพธ์ที่น่าเเปลกใจ
มีผิวหน้าใส ๆ ยังไงก็น่ามอง ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิง
แต่บางครั้ง บางคน ก็ปล่อยตัวเองมายาวนาน ไม่ดูแลตัวเอง ไม่ดูแลผิว
แบบนี้ต้องฟื้นฟูสภาพกันโดยด่วน ความสว่าง กระจ่างใส จงกลับมา ภายใน 7 วัน ณ บัดนี้ เพี้ยง!!
วันที่ 1 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day1
เริ่มด้วยกระบวนการสครับเพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออกไปให้ด่วนเลย แต่ต้องด่วนอย่างอ่อนโยน โดยเลือกสครับด้วย น้ำตาลทรายแดง + น้ำผึ้ง + นมสด ใช้เวลาในการขัดผิวหน้าเบา ๆ ประมาณ 3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น แล้วตามด้วยน้ำเย็น สครับผิวหน้าแบบนี้ 2 ครั้งต่อสัปดาห์

วิ่งเหยาะ ๆ 20 นาที ให้เหงื่อออก เพื่อขับสิ่งสกปรกออกจากรูขุมขน

ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ และไนท์ครีมก่อนนอน

วันที่ 2 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day2
มาส์กหน้าด้วย น้ำมะนาว + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ merci bulgarian yogurt ทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเปล่า

วันที่ 3 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day3
ก่อนนอน หลังจากล้างหน้าสะอาดและทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์แล้ว ให้ ทาน้ำมะนาวบาง ๆ จนทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออกด้วยนำสะอาด
ทาริมฝีปากด้วยน้ำผึ้ง

วันที่ 4 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day4
ทาเดย์ครีมและครีมกันแดดก่อนออกจากบ้านเช่นทุกวัน
ล้างหน้าให้สะอาด นวดหน้าเบา ๆ ด้วยน้ำแข็งก้อนห่อผ้านุ่ม ๆ แล้วเช็ดผิวหน้าให้แห้งก่อนทามอยซ์เจอร์ไรเซอร์ ตามด้วยไนท์ครีม

วันที่ 5 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day5
สครับหน้าด้วย น้ำตาลทรายแดง + น้ำผึ้ง + นมสด ประมาณ 3 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำอุ่น
น้ำแข็งก้อนห่อผ้านุ่ม ๆ วางบนใบหน้า แล้วค่อย ๆ ขยับไปทั่ว
สครับริมฝีปากด้วย น้ำตาลทรายแดงกับน้ำผึ้ง
ทำโยคะท่าง่าย ๆ ประมาณ 15 นาที
ก่อนนอน ทาหน้าด้วยน้ำมะนาวบาง ๆ ทิ้งไว้ 5 นาที แล้วล้างออก

วันที่ 6 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day6
มาส์กหน้าด้วย น้ำมะนาว+โยเกิร์ต +น้ำมันมะกอก

วันที่ 7 กับภารกิจ “ผิวหน้าขาวใส”

ภารกิจหน้าขาวใส day7
ใช้ น้ำนมเช็ดทำความสะอาดใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า
ทา น้ำมะนาวบาง ๆ ให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 10 นาที merci bulgarian yogurt.

โอเมทิซ คอลลาเจน สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้กระแสการรับประทานวิตามินซี

โอเมทิซ คอลลาเจน สวัสดีค่ะ ผู้อ่านทุกท่าน ตอนนี้กระแสการรับประทานวิตามินซี กำลังมาแรงนะคะเพราะมีส่วนในการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายได้ นอกจากนี้แล้ววิตามินซีก็ยังมีประโยชน์กับผิวหน้าด้วยค่ะ เป็นที่รู้กันดีว่ามนุษย์เป็นสัตว์ในไม่กี่ประเภทที่ไม่สามารถสังเคราะห์ วิตามินซีได้เองแต่เราก็สามารถกินอาหารต่างๆ เข้าไปมากมายเพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินซี ประโยชน์ของวิตามินซีกับผิวหน้า วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง และมีประโยชน์กับผิวหนังคือวิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ละลายในน้ำ ได้จะช่วยลดริ้วรอยบนใบหน้า และทำให้ผิวเต่งตึงช่วยป้องกันอันตรายจากรังสียูวีของแสงแดด และช่วยให้เซลล์ผิวหนังได้ปรับสภาพคอลลาเจนซึ่งเป็นใยโปรตีนในหนังแท้ ทำให้ผิวดูสวยงาม ช่วยให้ผิวกระจ่างใส วิตามินซีจึงเป็นส่วนผสมหนึ่งที่นิยมมาใส่ในเครื่องสำอาง เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยทำให้ผิวดูขาวใสขึ้นและยังช่วยสังเคราะห์คอลลาเจนให้กับผิวพรรณ นี่ก็เป็นประโยชน์ของวิตามินซีที่ดีกับร่างกายและผิว ที่ช่วยให้ผิวเปล่งปลั่ง และขาวใสได้โดย 1. ช่วยยับยั้งการลำเลียงเม็ดสีขึ้นไปบนผิวหนัง ผิวจะกระจ่างใสขึ้น 2. ช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนจึงช่วยให้ริ้วรอยตื้นขึ้นได้ เมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง
3. วิตามินซี ช่วยปกป้องผิวจากกันรังสียูวีได้ อีกทางเลือกที่จะช่วยให้คุณมีผิวเนียนใสทั้งตัว ก็คือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งถือว่าสำคัญมาก สำหรับผู้ที่อาจได้รับวิตามินซีไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ไม่ชอบรับประทานผักและผลไม้ ซึ่งเราจะสังเกตได้เลยว่าคนที่ไม่ชอบรับประทานผักจะทำไม่ค่อยเนียนใส เปล่งปลั่งเท่าที่ควร เมื่อใช้วิธีการรับประทานวิตามินซี ควบคู่กับการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวก็จะช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้แก่ผิว โดยวิตามินซีจะช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อผิวที่เสื่อมโทรมให้ค่อยๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนที่ค่ะ แต่ทางที่ดี การรับประทานผักและผลไม้เป็นประจำทุกวันเป็นสิ่งที่ดีค่ะ เพราะนอกจากจะช่วยเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงแล้ว ยังช่วยในเรื่องของระบบขับถ่ายด้วยค่ะ และที่สำคัญควรหาเวลาออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 15 นาที หรือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์นะคะ เพียงเท่านี้ ผิวหน้าคุณก็จะสวยใส เปล่งปลั่งและ สุขภาพแข็งแรงต้านโรคภัย ต่างๆ ได้อย่างสบาย โอเมทิซ คอลลาเจน.

โอเมทิซ คอลลาเจน

โอเมทิซ คอลลาเจน ส่วนนี้เป็นที่มาจากนิตยสารใกล้หมอที่ตีพิมพ์นานแล้วค่ะ เรามาดูประโยชน์อันมากมายมหาศาลของวิตามินซีกันดีกว่านอกจากที่กล่าวมาข้างต้นนะค่ะ omatiz collagen

ประโยชน์ของวิตามินซีอื่นๆอีกมากมาย

วิตามินซี เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ร่างกายไม่สามารถที่จะสร้างขึ้นเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากการรับประทานเข้าไป ซึ่งเราสามารถรับวิตามินซีจากสารอาหารที่เราทานเข้าไปได้ไม่ว่าจะเป็นผักหรือผลไม้ต่างๆ แต่บางคนไม่ชอบทานผักผลไม้จึงอาจจำเป็นต้องทานวิตามินเสริม เพราะประโยชน์ของวิตามินซีมีมากมายดังต่อไปนี้ โอเมทิซ คอลลาเจน

วิตามินซีเป็นตัวสร้างคอลลาเจน ซึ่งเป็นเส้นใยทำหน้าที่เชื่อมเนื้อเยื่อต่างๆ ไว้ด้วยกันซึ่งจะทำให้ช่วยให้ผิวพรรณเต่งตึง ทั้งยังเป็นตัวสร้างกระดูก ฟัน เหงือก และเส้นเลือด
วิตามินซีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยชะลอความแก่และลดการเกิดริ้วรอยแห่งวัย
ช่วยให้แผลสดและแผลไฟไหม้หายเร็วขึ้น และช่วยลบเลือนจุดด่างด
ช่วยให้การดูดซึมธาตุเหล็กดีขึ้น ซึ่งเป็นการสร้างเม็ดเลือดทางอ้อม
ช่วยป้องกันการเปลี่ยนแปลงของเซลล์
ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดโรคนอนหลับตายในกรณีเด็กอ่อน
ช่วยป้องกันโรคต้อกระจก
ช่วยแก้โรคเลือดออกตามไรฟัน หากรับประทาน วิตามินซี เป็นประจำทุกวัน มันจะช่วยให้เหงือกมีสุขภาพแข็งแรง โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาเซลที่ถูกทำลายและช่วยให้แผลที่เหงือกหายเร็ว
ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เพิ่มความต้านทานต่อ โรคหัวใจ โดยการไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมระดับ คลอเรสเตอรอล ในร่างกาย โอเมทิซ คอลลาเจน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อรับประทานร่วมกับ วิตามินอี โดยมันจะไปลดการเกาะตัวของไขมันที่ผนังหลอดเลือด
ช่วยป้องกันอาการไมเกรน เมื่อรับประทานร่วมกับ pantothenic acid โดย วิตามินซี จะไปช่วยร่างกายในการต่อสู้กับความเครียดได้ดีขึ้น
การรักษาด้วยการฉีดวิตามินซีปริมาณสูง ในผู้ป่วยมะเร็ง อาจช่วยหยุดยั้งโรคมะเร็งได้ เนื่องจากวิตามินจะเข้าทำปฏิกิริยาทางเคมีในเซลล์ มะเร็ง ให้กลายเป็นกรดขึ้น ทำให้เนื้อร้ายชะงักและน้ำหนักลดไปได้
ช่วยเรื่องความจำ โดย วิตามินซี จะไปช่วยรักษาสภาพของเซลประสาทและจะได้ผลดียิ่งขึ้นหากรับประทานร่วมกับอาหารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆ เช่น วิตามินอี แคโรทีน กิงโกะไบโลบ้า และโคเอนไซม์ Q10
บรรเทาอาการแพ้ เป็นหวัด หอบหืด ไซนัส ทั้งนี้เนื่องจากโดยธรรมชาติแล้ว วิตามินซี มีคุณสมบัติเป็นสารต่อต้านภูมิแพ้ต่างๆ เช่น ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ซึ่งอาการแพ้เหล่านี้ก็เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งของโรคไซนัส นอกจากนี้ยังมีการศึกษาพบว่า วิตามินซี ช่วยป้องกันและทำให้อาการหอบหืดดีขึ้น
ช่วยให้ผิวขาวใส เนียน นุ่มลื่นอย่างเป็นธรรมชาติเพราะวิตามิน C มีคุณสมบัติในการยับยั้งการสร้างเม็ดสี และช่วยส่งเสริมให้ร่างกายดูดซึมกลูต้าไธโอน ทั้งจากตามธรรมชาติ และแบบที่ทานเสริมเข้าไปได้ดีขึ้น
ทำไมต้องเสริมคอลลาเจนด้วยการรับประทาน

เมื่อถึงเวลาที่ผิวคุณต้องการเติมคอลลาเจนโปรตีน เราต้องรู้ก่อนว่าสารอาหารนี้เป็นโปรตีนที่มีโครงสร้างโมเลกุลใหญ่มาก ดังนั้นคอลลาเจนทั่วไปไม่สามารถซึมผ่านผิวเราได้โดยการทาหรือกินสารอาหารที่มีคอลลาเจนทั่วๆไป การเติมสารนี้เข้าผิวคุณให้ได้ผลสามารถทำได้ 2 วิธีคือ โดยการรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หรือ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังชั้นหนังแท้ วิธีการรับประทานจึงเป็นวิธีการที่สะดวกกว่า เพราะจะช่วยให้ได้รับจากการบริโภคคอลลาเจนอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอทุกๆวัน เพียงพอต่อผิวหนังคุณที่ต้องการสารนี้นำไปช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ลดริ้วรอยเหี่ยวย่นของผิวหนังอย่างได้ผล และทำให้ผิวมีความชุ่มชื้น นุ่มเนียนขึ้น

ปัจจุบันนี้มีการนำสารสกัดโปรตีนจากปลา ที่ให้มีโครงสร้างโมเลกุลคล้ายกับโครงสร้างของคอลลาเจนของผิวคนมากที่สุด เมื่อดื่มเข้าไปแล้วจึงจะสามารถช่วยเสริมสร้างคอลลาเจนภายในผิวคุณไปช่วยให้ริ้วรอยต่าง ๆ จางหาย โอเมทิซ คอลลาเจน.

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 2 ลดน้ำหนักด่วน 6-8 กิโลกรัม

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 2 ลดน้ำหนักด่วน 6-8 กิโลกรัม การลดน้ำหนักด่วนแบบมีสูตรอาหารตายตัวเลยทั้งมื้อเช้า กลางวันและเย็นมาดูกันเลยว่า ลดน้ำหนัก 1 เดือนต้องกินและออกกำลังกายอะไรบ้าง มื้อเช้า กินไข่ต้ม 1-2 ฟอง เลือกกินแต่ไข่ขาวได้ก็ดี หรือถ้าเบื่อไข่แล้ว ลองกินน้ำเต้าหู้สัก 1 ถ้วยก็ได้ มื้อกลางวัน อนุญาตให้กินอาหารตามใจชอบ 1 จาน แต่ข้อควรระวัง อย่าเป็นอาหารประเภทข้าวขาหมู หรือหอยทอด น้ำมันท่วม มื้อเย็น กินแอปเปิ้ลเขียว 1 ผล หรือสลัดผักก็ได้แต่จานเล็กๆ พอ อย่าซัดเยอะเกินไป ที่สำคัญไม่ควรกินอะไรหลังจาก 2 ทุ่ม ลดน้ำหนักเร่งด่วน ด้วยการกระโดดเชือก วิธีลดน้ำหนักแบบเร่งด่วน ด้วยการกระโดดเชือก จะช่วยทำให้เราแข็งแรงขึ้น ส่วนการออกกำลังกาย จะใช้วิธีการกระโดดเชือก 1 ชม. สัปดาห์ล่ะ 2 ครั้ง และเต้นแอโรบิค 1 ชม. สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ถ้าอยากได้คลิปเต้นแอร์โรบิคดีๆ ก็มาที่ลิ้งนี้ได้เลย : วิดีโอแอร์โรบิค ลดน้ำหนัก ใน 25 นาที l carnitine apple plus.

l carnitine apple plus

l carnitine apple plus สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน สูตรที่ 3 ลดน้ำหนักด่วน 9-10 กิโลกรัม แอล คาร์นิทีน แอปเปิ้ล พลัส

การลดน้ำหนักเร่งด่วนสูตรนี้นะครับ จริงๆไม่อยากแนะนำเท่าไหร่ เพราะโหดไปหน่อย แต่ก็เอามาให้อ่านเผื่อว่าจะมีคนที่อยากลดน้ำหนัก 1 เดือนให้ได้จริงๆจังๆลองทำดู มีอะไรบ้าง

มื้อเช้าและมื้อเย็น กินแต่ผักและผลไม้ หรืออาหารนึ่งๆ ต้มๆ เท่านั้น หลีกเลี่ยงไขมันสัตว์ ถ้าจะกินเนื้อ ให้กินได้แต่อกไก่กับเนื้อปลาเท่านั้น
มื้อกลางวัน ให้เลือกเอาว่าจะกินก๋วยเตี๋ยว ข้าวต้ม เกาเหลา สลัด หรือส้มตำก็ต้องสั่งแบบไม่ใส่น้ำตาลนะ
หลัง 1 ทุ่ม ต้องงดอาหารทุกชนิด แต่ถ้าหิว ส้มหรือแอปเปิ้ล 1 ผล ก็โอเค l carnitine apple plus

ลดน้ำหนักเร่งด่วน ด้วยการเต้นแอโรบิค
เต้นแอโรบิค ช่วยเรื่องการลดน้ำหนักได้ดีเลยทีเดียว
การออกกำลังกาย เต้นแอโรบิคหรือเปิดเพลงแดนซ์มันๆ 1 ชม. 4 ครั้ง ต่อสัปดาห์ และว่ายน้ำหรือเล่นแบดมินตันก็ได้ 1 ชม. 2 ครั้งต่อสัปดาห์

อันนี้สำคัญมากนะครับ สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักเร่งด่วน 1 เดือนให้ได้เนี่ย ต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะเห็นได้ว่าทุกสูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน จะมีตารางออกกำลังกายไว้ให้ด้วยซึ่งเราต้องทำตามอย่างเคร่งครัดเลยนะครับ ถ้าทำได้มากกว่าที่เขียนไว้ในสูตรแล้วเนี่ย การลดน้ำหนักจะไม่ใช่เรื่องยากเลยครับ

วันนี้ก็ได้แชร์วิธี ลดน้ำหนักเร่งด่วน พร้อม สูตรลดน้ำหนักเร่งด่วน ให้แล้วนะครับ ใครกำลังต้องการลดน้ำหนัก 1 เดือนให้ทันวันสำคัญก็ต้องยอมลงทุนทั้งกายและใจกันหน่อยแหล่ะครับ เหมือนที่ตอนต้นได้พูดไว้ว่า ทางด่วนก็ต้องจ่ายแพง แล้วออกกำลังกายให้ได้ผลแรงๆก็ต้องใช้แรงใจมากกว่าปรกติ อยากลดน้ำหนักเร่งด่วนแบบนี้ก็ต้องพยายามมากกว่าคนที่เค้าลดน้ำหนักแบบปรกตินะครับ วันนี้สาระดีๆหมดแล้ว อยากให้คนไทยทุกคนหุ่นดี สวัสดีครับ

การเริ่มต้นดูแลตัวเองอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย มีความเชื่อมากมายที่บอกเล่ากันปากต่อปากหรือในอินเทอร์เนตที่ฟังดูดี น่าเชื่อถือ แต่กลับไม่เป็นความจริง มาดูกันว่าอะไรคือ 10 ความเข้าใจผิดที่เจอบ่อยๆ เราจะมาเคลียร์ให้คุณทราบถึงข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง คุณจะได้เริ่มต้นการดูแลตัวเองโดยไม่หลงทาง และได้ผลลัพธ์ที่รวดเร็วยิ่งขึ้น

1. เมื่อคุณหยุดออกกำลังกาย กล้ามเนื้อจะกลายเป็นไขมัน

ความจริง: เซลล์กล้ามเนื้อเป็นเซลล์ที่ต้องการพลังงานตลอดเวลา มันจึงเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราไม่ชอบครับ ร่างกายของเราจะทำให้มันโตเพียงพอแค่กับที่เราใช้งานมันเท่านั้น ถ้าคุณยกดัมเบล 10 กิโล มันก็จะเติบโตเพียงแค่ให้รองรับกับน้ำหนัก 10 กิโลเปรียบเทียบไขมันและกล้ามเนื้อ และเมื่อคุณหยุดใช้งานมัน ร่างกายก็ไม่มีความจำเป็นจะต้องรักษากล้ามเนื้อนี้ไว้ กล้ามเนื้อนั้นก็จะเล็กลง เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง จึงส่งผลให้ปริมาณแคลอรี่ที่คุณควรได้รับต่อวันน้อยลงด้วย
แต่อย่างไรก็ตาม คนส่วนใหญ่ถึงแม้จะหยุดออกกำลังกายไปแล้ว แต่ความอยากอาหารจะยังคงเท่าเดิม ดังนั้นแคลอรี่ที่เคยพอดีก็กลายเป็นส่วนเกินเก็บสะสมเป็นไขมัน จึงทำให้เราอ้วนขึ้นโดยไม่รู้ตัว

สรุป เซลล์กล้ามเนื้อกับเซลล์ไขมันเป็นคนละชนิดกัน ไม่สามารถเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ เมื่อหยุดออกกำลังกาย เซลล์กล้ามเนื้อจะลีบลงทำให้เมตาบอลิซึมของร่างกายลดลง ดังนั้นถ้าคุณลดการกินลงให้พอดีกัน ก็จะไม่อ้วนอย่างแน่นอน

2. อาหารหรือเครื่องดื่มที่มี ไขมัน 0% ไม่ทำให้อ้วน
ความจริง: ในโลกนี้มีสารอาหารที่ให้พลังงานหลักอยู่ 3 ชนิด คือ คาร์โบไฮเดรต โปรตีน และ ไขมัน การบริโภคสารอาหารทั้งสามมากเกินกว่าที่ร่างกายนำไปเผาผลาญได้ จะถูกเก็บสะสมเป็นไขมันทั้งหมด ดังนั้นถึงแม้ขนมที่เขียนติดไว้ว่า ไขมัน 0% ถ้ามันยังมีน้ำตาลอยู่ก็ทำให้อ้วนได้ครับ ดังนั้นให้สังเกตุจากแคลอรี่รวมที่ฉลากข้างหลังกล่องเป็นหลักว่าแคลอรี่มากน้อยเท่าไร (เดี๋ยวนี้การตลาดเค้าบิ้วเก่งมากๆ เราจะต้องหยุดไตร่ตรองให้รอบคอบก่อนจะตัดสินใจซื้อนะครับ)

3. ซิทอัพ ช่วยลดพุงและสร้าง ซิกแพค

ความจริง: มีคำกล่าวของฝรั่งว่า “abs are made in the kitchen” หรือ “กล้ามท้องอันสวยงามสร้างจากห้องครัว” ต่อให้เราเล่นกล้ามท้องหนักเท่าไรก็ตาม แต่ถ้าไม่ควบคุมอาหาร ยังไงก็ไม่มีทางที่จะพุงจะยุบแน่นอนครับ การเล่นกล้ามท้อง ช่วยสร้างกล้ามเนื้อภายในก็จริง แต่มันถูกครอบไว้ด้วยชั้นไขมัน เราจึงต้องทำให้ชั้นไขมันหายไปก่อนจึงจะเห็นกล้ามเนื้อที่ซ่อนอยู่ได้ (โดยปกติคนทั่วไปผู้ชายจะต้องมี Body Fat น้อยกว่า 12% และผู้หญิงน้อยกว่า 20% ถึงจะเริ่มเห็นกล้ามหน้าท้อง) ดังนั้นการทำให้ไขมันหายไป และเห็นกล้ามท้องที่ชัดเจน จึงต้องใช้การควบคุมอาหาร บวกกับการทำคาร์ดิโอ เป็นหลัก
4. ทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone เผาผลาญไขมันได้ดีที่สุด

ความจริง: Fat-Burning Zone ที่เราเห็นเป็นกราฟแปะอยู่บนเครื่องวิ่งไฟฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงช่วงการเต้นของหัวใจที่ประมาณ 60-70% ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด เป็นช่วงที่ร่างกายใช้ไขมันเป็นเปอร์เซนต์ส่วนมากในการเผาผลาญพลังงาน อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายถึงจำนวนแคลอรี่สุทธิทั้งหมดที่ใช้ไป

ความเป็นจริงนั้นคุณสามารถเบิร์นแคลอรี่โดยรวมได้มากกว่าด้วยการฝึกแบบหนักสลับเบา (วิ่งเร็วเต็มสปีด 1 นาที วิ่งช้า 1 นาทีสลับกันไป) หรือการฝึกแบบ HIIT เพราะการฝึกพวกนี้จะช่วยให้ร่างกายมีเมตาบอลิซึมที่สูงต่อเนื่องไปแม้จะออกกำลังกายเสร็จแล้ว โดยรวมทั้งหมดร่างกายจึงใช้แคลอรี่ไปมากกว่า

อย่างไรก็ตาม อาจจะเป็นการหนักเกินไปที่จะฝึก HIIT ทุกวัน ดังนั้นในวันที่อยากสบายๆ การทำคาร์ดิโอในช่วง Fat-Burning Zone ก็เป็นตัวเลือกที่ดี

5. ผู้หญิงไม่ควรเล่นเวท เพราะจะทำให้กล้ามใหญ่

ความจริง: หนึ่งในตัวแปรที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการบวม (Hypertrophy) คือฮอร์โมนเทสโทสเทอร์โรนที่มีมากในเพศชาย ฮอร์โมนตัวนี้เป็นตัวทำให้เกิดการเติบโตของกล้ามเนื้อ นั่น l carnitine apple plus หมายความว่า ถึงแม้ผู้หญิงจะยกน้ำหนักเท่าผู้ชาย แต่กล้ามเนื้อก็จะไม่โตเท่าผู้ชายอยู่ดี (ผู้หญิงที่เป็นนักเพาะกายตัวใหญ่เพราะเขามียีนที่ไม่เหมือนคนทั่วไป และยังอาจจะต้องกินฮอร์โมนเพศชายเข้าช่วยเพิ่มไปอีกด้วย)

6. ถ้าอยากจะลดความอ้วน ทำคาร์ดิโอจนได้น้ำหนักที่คุณต้องการ แล้วค่อยเริ่มเล่นเวทก็ได้

ความจริง: การทำคาร์ดิโอโดยไม่เล่นเวทเทรนนิ่งเลย ร่างกายมีแนวโน้มที่จะสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาแปลงเป็นพลังงาน ทำให้คุณสูญเสียมวลกล้ามเนื้อไปได้ง่ายๆ ดังนั้นเพื่อให้ร่างกายรับรู้ว่าเราต้องการกล้ามเนื้ออยู่ เราจำเป็นจะต้องเล่นเวทเทรนนิ่งหรือออกกำลังกายที่มีแรงต้าน แถมข้อดีอีกอย่างคือกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นจะช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญพลังงานของร่างกายให้สูงอยู่ตลอดเวลา ถึงแม้ว่าการเล่นเวทจะไม่เบิร์นแคลอรี่มากนักในขณะเล่น แต่เมื่อคิดถึงแคลอรี่รวมทั้งหมดที่มันเบิร์นขณะพักทั้งวันด้วยแล้ว มันจะยิ่งช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้มากขึ้นเสียด้วยซ้ำไป

7. การกินผลไม้ทุกชนิดดีต่อสุขภาพ
ความจริง: ผลไม้บางชนิดมีแคลอรี่สูงเพราะเต็มไปด้วยน้ำตาล แน่นอนว่ามันดีกว่าขนมเค้กหวานๆหลายเท่าเพราะมีวิตามิน แต่ถ้าคุณต้องการลดน้ำหนักอย่างมีประสิทธิภาพ การกินมะม่วง ลำไย ทุเรียน หรือผลไม้ที่มีรสหวานอาจยิ่งเพิ่มความอ้วนเข้าไปใหญ่ ถ้าต้องการจะกินเพื่อให้อิ่มท้องควรจะทานพวกผักใบเขียว แครอท บล็อคโคลี่ หรือผลไม้ที่ไม่หวานและมีกากใยอยู่เป็นจำนวนมากอย่าง แก้วมังกร แตงโม สตอเบอรรี่ จะดีกว่า

8. เราสามารถลดไขมันเฉพาะส่วนได้

ความจริง: การบังคับให้ร่างกายลดไขมันเฉพาะส่วนที่เราต้องการนั้นเป็นไปไม่ได้ ไขมันไม่เหมือนกล้ามเนื้อที่เราเล่นตรงไหนก็จะโตตรงนั้น ไขมันเป็นเสมือนแผ่นผ้าใหญ่ๆที่คลุมร่างกาย เราไม่สามารถบังคับได้ว่าจะให้นำส่วนไหนมาใช้ก่อน พันธุกรรมของแต่ละคนจะเป็นตัวกำหนดเองว่ามันชอบที่จะใช้ไขมันส่วนไหนมาเบิร์นก่อนเพื่อน การลดต้นขา การลดพุง การลดต้นแขน ก็ต้องทำเหมือนกันคือ ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย ไขมันจะค่อยๆหายไปทั่วทั้งร่างกายเอง (การลดไขมันเฉพาะจุดมีวิธีเดียวคือไปดูดไขมันออกที่คลีนิค)

9. กล้ามเนื้อที่ชัดเจนมาจากการยกน้ำหนักเบาแต่หลายๆครั้ง

ความจริง: กล้ามเนื้อที่ชัดมาจากการที่เรามีกล้ามเนื้อและมีชั้นไขมันที่บางมาก ถ้าคุณฝึกด้วยน้ำหนักที่เบาตลอดเวลาเพราะไม่ต้องการให้กล้ามใหญ่ คุณจะไม่มีทางสร้างกล้ามเนื้อได้ การสร้างกล้ามเนื้อให้ชัดเจนจริงๆแล้วจะต้องมาจากการเล่นเพื่อสร้างกล้ามเนื้อ (8-12 ครั้ง หนักเท่าที่จะทำได้) รวมกับการทำยังไงก็ได้ให้เปอร์เซนต์ไขมันในร่างกายต่ำมากๆ (ค่าประมาณ ผู้ชาย < 12% , ผู้หญิง < 20%) ซึ่งหลักๆก็คือการควบคุมอาหารนั่นเอง

10. ยิ่งเหงื่อออกมายิ่งลดไขมันได้มาก

ความจริง: เหงื่อไม่เกี่ยวกับไขมันที่เบิร์นออกไปเลย เหงื่อเป็นสิ่งที่ร่างกายของเราใช้ขับความร้อนเท่านั้น การสังเคราะห์ไขมันเป็นพลังงานเกิดภายในร่างกาย ไม่เกี่ยวกัน

ดังนั้นการอบซาวน่า การใส่เสื้อกันหนาววิ่งเพื่อให้เหงื่อออกมากๆ ไม่ทำให้ไขมันลดได้มากขึ้น (อาจจะเห็นว่าน้ำหนักลดลง เพราะเป็นน้ำหนักของน้ำที่สูญเสียออกจากร่างกายในรูปของเหงื่อ เมื่อดื่มน้ำกลับเข้าไปก็จะน้ำหนักเท่าเดิม) l carnitine apple plus.

dr.jill มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน

dr.jill มะขามเปียก เป็นสมุนไพรในครัวเรือนที่ต้องบอกเลยว่ามีแทบทุกบ้าน เพราะนิยมนำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำอาหารมากที่สุด โดยจะมีรสชาติเปรี้ยวๆ เหมาะกับการใช้ทำแกงส้มได้เป็นอย่างดี แต่รู้ไหมว่านอกจากมะขามเปียก จะมีดีเรื่องของการนำมาปรุงอาหารหรือสรรพคุณที่เป็นยาแล้ว มะขามเปียกก็สามารถนำมาใช้พอกหน้า เพื่อเพิ่มความขาวกระจ่างใสและดูอ่อนเยาว์ลงให้กับใบหน้าของเราได้อีกด้วย ซึ่งเราก็มี 7 สูตรมะขามเปียกพอกหน้ามาฝากดังนี้ สูตรมะขามเปียกพอกหน้า สูตรที่ 1 ขจัดเซลล์ผิวเก่า เพื่อผิวขาวกระจ่างใส ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, มะนาว 1 ช้อนชา วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 1 สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วให้หลุดลอกออกไป แล้วเผยผิวใหม่ที่ดูขาวกระจ่างใสยิ่งกว่า ทำให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนและผ่องใสยิ่งขึ้น แถมยังช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้แดดได้ดีทีเดียว โดยวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกมาแยกเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมะขามเปียกที่ได้มาผสมกับน้ำผึ้งและน้ำมะนาวที่เตรียมไว้ คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออกให้สะอาด ควรทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเห็นผลลัพธ์ที่เร็วและทันใจยิ่งขึ้น มะขามเปียกพอกหน้า มาร์คหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2 กำจัดและลดการเกิดสิว ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก ½ ถ้วย, นมสด 1/3 ถ้วย dr.jill.

dr.jill

dr.jill วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 2 ด๊อกเตอร์จิว
สูตรนี้จะช่วยกำจัดและลดการเกิดสิวได้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นสิวเสี้ยน สิวอักเสบ สิวอุดตันหรือสิวอะไรก็ตาม แถมด้วยคุณค่าจากน้ำนม ก็มีส่วนช่วยในการบำรุงผิวหน้าให้เนียนนุ่มน่าสัมผัสและอ่อนเยาว์ลงอีกด้วย ใครที่อยากสิวหายพร้อมมีผิวหน้าที่ดูเด็กลง สูตรนี้แหละใช่เลย โดยให้นำมะขามเปียกที่แยกเอากากและเม็ดออกแล้ว ประมาณ ½ ถ้วย มาผสมกับนมสดที่เตรียมไว้ จากนั้นคนจนเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เหมือนเนื้อครีม ให้นำมาพอกหน้าทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก ทำบ่อยๆ หน้าใสไร้สิวแน่นอน

พอกหน้าด้วยมะขามเปียก

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 3 กำจัดสิวเสี้ยน

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : น้ำมะขามเปียก, ดินสอพอง, น้ำมะนาว dr.jill

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 3
สูตรนี้เป็นสูตรที่ใช้ในการกำจัดสิวเสี้ยนโดยตรง ไม่ว่าจะมีสิวมากแค่ไหนก็สามารถจัดการกับปัญหาสิวได้อย่างง่ายดาย อีกทั้งยังช่วยกระชับรูขุมขนให้ใบหน้าดูเรียบเนียนน่าสัมผัสยิ่งขึ้นอีกด้วย ใครที่มีปัญหาสิวเสี้ยนหรือรูขุมขนกว้าง ลองใช้สูตรนี้กันดู รับรองได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่นอน โดยให้นำดินสอพองมาบดให้ละเอียดแล้วผสมกับน้ำมะนาว คนให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อครีม จากนั้นให้ใส่น้ำมะขามเปียกลงไป แล้วคนให้เข้ากันอีกที นำส่วนผสมที่ได้มาแต้มตรงหัวสิว เพื่อกำจัดสิวเสี้ยนเฉพาะจุดๆ หรือหากใครต้องการกระชับรูขุมขนด้วย ก็ให้พอกครีมให้ทั่วใบหน้าโดยเว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างให้สะอาดด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยใช้ผ้าสะอาดเช็ดเบาๆ ตรงที่เป็นสิว แล้วล้างด้วยน้ำเย็นอีกครั้ง สิวเสี้ยนก็จะหลุดลอกออกมา แล้วรูขุมขนกระชับขึ้นแล้วล่ะ เพื่อให้ได้ผลดี แนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง

สูตรมะขามเปียกพอกหน้า

พอกหน้ามะขามเปียกสูตรที่ 4 หน้าใส ลดความหมองคลํ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 4
สูตรนี้เป็นสูตรที่จะช่วยลดความหมองคล้ำของใบหน้า และทำให้ผิวหน้าดูใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ดีอีกด้วย ใครที่มีปัญหาผิวหมองคล้ำ หรือไม่อยากแก่เร็ว ก็สามารถทำตามสูตรนี้ได้ โดยให้ทำต่อเนื่องกันเป็นเวลา 5 วัน วันละ 1-2 ครั้ง รับรองเห็นผลทันใจ ซึ่งวิธีทำนั้น ให้นำมะขามเปียกก้อนประมาณลูกปิงปอง มาแช่ในน้ำไว้ประมาณ 10-15 นาที เพื่อให้เนื้อมะขามเปื่อยยุ่ย และสามารถคั้นได้ง่ายขึ้น จากนั้นนำมะขามเปียกที่เปื่อยแล้วมาคั้นให้เป็นเนื้อมะขามเหลวๆ จะมีลักษณะเหมือนเป็นเนื้อครีมนั่นเอง เมื่อส่วนผสมพร้อมแล้ว ก็ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วนำครีมมะขามเปียกมาพอกหน้าทิ้งไว้ 30 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด อย่าเพิ่งใช้สบู่ล้างหน้านะ รอให้ผิวเซ็ตตัวสัก 10-15 นาทีก่อน แล้วจึงล้างหน้าด้วยสบู่อีกครั้ง แค่นี้ผิวก็กระจ่างใสขึ้นแล้ว

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 5 รักษาฝ้า

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก, โยเกิร์ต

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 5
สำหรับใครที่เป็นฝ้า ขอบอกเลยว่าวิธีนี้เริ่ดสุด เพราะมะขามเปียกและโยเกิร์ตนั้นสามารถช่วยลดเลือนรอยฝ้าได้อย่างดีเยี่ยม ทั้งยังช่วยให้ผิวหน้าดูเรียบเนียนกระจ่างใสยิ่งขึ้น โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาแต่เนื้อ แล้วนำไปขยำกับน้ำให้ได้น้ำมะขามเปียกที่มีความเหนียวข้นเหมือนกับเนื้อครีม จากนั้นนำมาผสมกับโยเกิร์จ dr.jill คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ทำแบบนี้บ่อยๆ สัปดาห์ละประมาณ 2-3 ครั้ง จะเริ่มเห็นผลว่าใบหน้าของคุณดูเรียบเนียนขึ้น ฝ้าจางลงอย่างเห็นได้ชัด แถมยังช่วยลดเลือนจุดด่างดำและรอยแผลเป็นจากสิวได้ดีอีกด้วย

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 6 ลบรอยเหี่ยวย่นและตีนกา

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 กำมือ, น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ, นมสดรสจืด 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 6
ใครที่มีปัญหาเรื่องรอยเหี่ยวย่นและรอยตีนกา ที่เป็นหลักฐานของความแก่ ขอแนะนำสูตรนี้เลย สูตรพอกหน้าด้วยมะขามเปียก ที่จะช่วยลบรอยเหี่ยวย่นและชะลอวัยได้เป็นอย่างดี ช่วยให้ผิวหน้าดูอ่อนวัยลงอย่างเห็นได้ชัด โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเอาเม็ดและกากออกให้หมด จากนั้นนำมาผสมกับน้ำนมแล้วขยำจนเป็นเนื้อเดียวกัน กรองด้วยผ้าขาวบาง เพื่อให้ได้เนื้อครีม 100% ที่ไม่มีกากใยของมะขามติดมา จากนั้นเติมน้ำผึ้งลงไป คนให้เข้ากันอีกครั้ง จะได้เนื้อครีมที่พร้อมใช้งาน โดยให้นำใส่กระปุกและแช่ในตู้เย็น เพื่อให้เก็บไว้ใช้ได้นานยิ่งขึ้น ซึ่งเวลานำมาใช้นั้น ให้ล้างหน้าให้สะอาด แล้วทาครีมมะขามทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วล้างออก ทำบ่อยๆ รอยเหี่ยวย่นจะค่อยๆหายไป แล้วผิวจะดูเต่งตึงขึ้นอย่างแน่นอน

มะขามเปียกพอกหน้า

มะขามเปียกพอกหน้าสูตรที่ 7 หน้าใส ลดสิวอักเสบ

ส่วนผสมที่ต้องเตรียม : มะขามเปียก 1 ก้อน, ขมิ้นผง 2 ช้อนโต๊ะ, ว่านหางจระเข้สด 1 ใบ, นมสดรสจืด 4-5 ช้อนโต๊ะ

วิธีพอกหน้าด้วยมะขามเปียกสูตรที่ 7
สำหรับสูตรนี้ เป็นสูตรที่จะช่วยกำจัดสิวได้ดี โดยเฉพาะสิวอักเสบ ทั้งยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้ขาวใส ลดเลือนความหมองคล้ำ ได้อีกด้วย โดยให้นำมะขามเปียกมาแกะเม็ดและกากออกเหมือนกับสูตรข้างต้น แล้วนำไปขยำกับนมสด จากนั้นกรองด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำเหลวๆ ที่มีลักษณะเหมือนกับเนื้อครีม เติมขมิ้นผงลงไป แล้วคนให้เข้ากัน dr.jill.