รากสามสิบ ยาบำรุงสตรีคืออะไร โดยทางเทคนิคแล้ว ยาบำรุงสตรีก็คือ “ยาดอง” ประเภทหนึ่งนั่นเอง

รากสามสิบ ยาบำรุงสตรีคืออะไร โดยทางเทคนิคแล้ว ยาบำรุงสตรีก็คือ “ยาดอง” ประเภทหนึ่งนั่นเอง ซึ่งโดยปกติแล้วยาดองเหล้าจะมีสรรพคุณในการช่วยแก้อาการปวดเมื่อย ช่วยทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ช่วยทำให้สตรีหลังคลอดฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น จึงทำให้ยาดองได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในกลุ่มผู้ใช้แรงงาน และถูกเปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับกลุ่มผู้ใช้ จนกระทั่งกลายมาเป็นยาบำรุงสตรีในปัจจุบันนั่นเองยาบำรุงสตรี เป็นยาสามัญประจำบ้านในกลุ่มของยาแผนโบราณ ซึ่งมีสรรพคุณในการช่วยขับประจำเดือน เป็นยาบำรุงโลหิตสำหรับสตรีที่มีประจำเดือนมาไม่ตามปกตินอกจากนี้ ยังช่วยในการขับน้ำคาวปลาในกลุ่มสตรีที่พึ่งคลอดบุตร และเป็นยาบำรุงเลือดไปด้วยในตัว ซึ่งในปัจจุบันยาบำรุงสตรีมีวางจำหน่ายอยู่ 2 ประเภทคือ แบบชนิดน้ำ และชนิดเม็ด รากสามสิบ.

รากสามสิบ

รากสามสิบ ทำไมยาบำรุงสตรีถึงสามารถช่วยกระตุ้นให้ประจำเดือนมาตามปกติได้ รากสามสิบ คุณสัมฤทธิ์
ในยาบำรุงสตรีจะมีสมุนไพรหลักเด่นๆที่มักพบเป็นส่วนผสมอยู่ 2 ชนิด คือ “ว่านชักมดลูก” และ “โกฐเชียง” (ตังกุย) ซึ่งจะมีส่วนประกอบของสารไฟโตเอสโตรเจน ที่มีโครงสร้างคล้ายกับฮอร์โมนเพศหญิง

จึงทำให้ยาบำรุงสตรีมีสรรพคุณในการช่วยปรับฮอร์โมนที่เสียไปจากสาเหตุบางอย่าง และยังเป็นการกระตุ้นให้ประจำเดือนมาเมื่อทำการรับประทานยาเข้าไป รากสามสิบ

นอกจากนี้ ยาบำรุงสตรี ยังมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ที่ทำหน้าที่ช่วยสกัดเอาตัวยาออกมา และยังช่วยทำให้เลือดลมเกิดการสูบฉีดที่ดีมากยิ่งขึ้น

การรับประทานยาบำรุงสตรีช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้นจริงๆหรือ
ในปัจจุบันคุณสาวๆบางคนได้นำยาบำรุงสตรีมาใช้ในการบำรุงผิวพรรณโดยมีความเชื่อว่า ยาบำรุงสตรีสามารถช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสมากขึ้น อีกทั้งยังมียาบำรุงสตรีหลายๆยี่ห้อที่เขียนสรรพคุณของสินค้าเอาไว้ว่า สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีดูมีเลือดฝาด เปล่งปลั่ง กระชับมดลูก บำรุงธาตุ ฯลฯ

ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับบางคนที่ฮอร์โมนเอสโตรเจนกำลังบกพร่องอยู่ เมื่อรับประทานยาบำรุงสตรีที่อุดมไปด้วยไฟโตรเอสโตรเจนเข้าไป ส่งผลทำให้ลักษณะของฮอร์โมนเพศหญิงปรากฏออกมาชัดเจนขึ้น ผิวพรรณจึงมีความสดใสมากยิ่งขึ้น

แต่ก็ใช่ว่าคุณสาวๆทุกคนจะสามารถใช้วิธีดังกล่าวเพื่อช่วยทำให้ผิวพรรณสดใสขึ้น เพราะสาเหตุที่ทำให้ผิวเกิดความหมองคล้ำในแต่ละคน อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นเพราะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน

ข้อควรระวังในการรับประทานยาบำรุงสตรี
1. การรับประทานยาบำรุงสตรีนานๆส่งผลเหมือนกับการดื่มสุรานานๆ เนื่องจากในยาบำรุงสตรีมีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถทำให้เกิดการเสพติดได้เหมือนกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยทั่วไป นอกจากนี้การดื่มติดต่อกันนานๆจะส่งผลเสียต่อร่างกายได้เหมือนกับการดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน

2. การการรับประทานยาบำรุงสตีนานๆอาจทำให้เกิดมะเร็งเต้านม เนื่องจากยาบำรุงสตรีโดยส่วนใหญ่มีส่วนผสมของตังกุย ซึ่งสามารถกระตุ้นให้เกิดมะเร็งเต้านมขึ้นหากมีการรับประทานเป็นระยะเวลานานๆ นอกจากนี้ยังทำให้ผิวเกิดอาการผื่นแพ้ได้ง่ายมากกว่าปกติ

3. การรับประทานยาบำรุงสตรีหลังคลอดบุตรควรปรึกษาแพทย์และเภสัช การดื่มยำบำรุงสตรีเพื่อจุดแระสงค์ในการขับน้ำคาวปลาหลังการคลอดบุตร อาจจะมีผลต่อน้ำนมที่ให้แก่บุตรได้

4. สตรีมีครรภ์ไม่ควรรับประทานยาบำรุงสตรี เนื่องจากมีฤทธิ์ในการบีบมดลูกแบบอ่อนๆ ซึ่งอาจจะทำให้เกิดอันตรายต่อเด็กในท้องถึงขั้นทำให้เด็กเกิดความพิการขึ้นได้ แม้จะเป็นเพียงการรับประทานเพียงเล็กน้อยก็ตาม

5. ผู้ป่วยที่มีไข้สูง ผู้ที่แพ้แอลกอฮอล์ และผู้ที่กินยาต้านการแข็งตัวของเลือด ห้ามทำรับประทานยาบำรุงสตรีโดยเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม มีความเข้าใจผิดอีกประการหนึ่งที่สำคัญในการรับประทานยาบำรุงสตรี คือ เชื่อกันว่า ยาบำรุงสตรีสามารถช่วยทำแท้ง และขับก้อนเลือด (ทารกในครรภ์) ที่ไม่ต้องการได้

ในความเป็นจริงแล้วยาบำรุงสตรีไม่สามารถช่วยทำให้แท้งได้ ซึ่งได้รับการยืนยันจากสูตินารีแพทย์หลายคนในความจริงส่วนนี้ เพราะการที่รับประทานยาบำรุงสตีแล้วมีเลือดออกนั้น จะเป็นเฉพาะเลือดประจำเดือนที่มาไม่ปกติ เนื่องจากความผิดพลาดของฮอร์โมนร่างกายเท่านั้น

แต่ถ้าหากเป็นเลือดที่ออกมาจากการทำแท้ง หรือการตกเลือด เลือดจะไหลไม่หยุด และมีอาการเจ็บปวดทรมานเป็นอย่างมาก ซึ่งจำเป็นที่จะต้องทำการนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที เนื่องจากอาการดังกล่าวอาจจะมีอันตรายจนถึงแก่ชีวิตได้

พอย่างเข้าสู่วัยเลข 4 นำหน้า เชื่อว่าผู้หญิงหลายคนคงกังวลไม่น้อยกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งจะมีผลทางร่างกาย และจิตใจ ภาวะที่เกิดขึ้นนี้เกิดขึ้นจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสเตอโรนในรังไข่ลดลง

สิ่งที่เห็นได้ชัดหลังฮอร์โมนเพศหญิงผลิตน้อยลงของสาวใหญ่ทั้งหลาย ก็คือภาวะทางอารมณ์ขึ้นๆ ลง ๆ ง่ายๆ ขี้หงุดหงิด รวมถึงระบบการทำงานของร่างกายมีประสิทธิภาพไม่ดีเหมือนสมัยสาวๆ

ด้านนายแพทย์ อรรถสิทธิ์ อมรถนอมโชค แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย โรงพยาบาลเวชธานีได้แนะนำว่า อาการดังกล่าวเป็นผลจากภาวะวัยทอง ซึ่งเมื่อเกิดขึ้นแล้ว การดูแลตัวเองก็ต้องละเอียดรอบคอบมากยิ่งขึ้น เพราะผู้หญิงที่อายุ 40 ขึ้นไป ระบบการทำงานของร่างกายจะไม่แข็งแรงเหมือนก่อน เราจึงต้องหาวิธีเสริมและสร้าง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็มีวิตามินและอาหารเสริมให้เลือกหลากหลาย แต่ทั้งนี้ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับร่างกายด้วย ซึ่งอาจจะพิจารณาเพื่อนำมาใช้ในการช่วยการดูแลสุขภาพให้เหมาะสมดังนี้

1. Soy isoflavone สารสกัดในกลุ่ม flavanoids ซึ่งสกัดออกมาจากถั่วเหลือง โดยพบว่า soy isflavone เมื่อร่างกายรับเข้าไปแล้ว ก็จะถูกเปลี่ยนเป็นสารสกัดจากพืชที่ออกฤทธิ์เหมือนฮอร์โมนเอสโตรเจน จะช่วยลดอาการร้อนวูบวาบตามตัว หงุดหงิดง่าย ป้องกันไม่ให้ผิวพรรณเหี่ยวย่น หรือแห้งเกินไป นอกจากนี้ งานวิจัยล่าสุดส่วนใหญ่บ่งชี้ไปทางเดียวกันว่า สามารถช่วยลดปัญหาการเกิดโรคกระดูกบาง, กระดูกพรุนได้ หากรับประทานอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญตัว Soy isoflavone ไม่ได้มีผลในการเพิ่มระดับฮอร์โมนเพศหญิงจึงคลายความกังวลได้ว่าจะไม่มีผลอันตรายต่อการเกิดปัญหามะเร็งเต้านม และมะเร็งมดลูกได้ แม้ว่าจะใช้เป็นเวลานานๆ

2. Black Cohosh เป็นสมุนไพรที่นำส่วนของรากมาใช้สกัดเป็นสารออกฤทธิ์ ปัจจุบันเป็นที่ใช้อย่างแพร่หลายในด้านเวชศาสตร์ชะลอวัย ซึ่งช่วยในเรื่องการลดอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ใจสั่น นอนไม่หลับ ร้อนวูบวาบ เหงื่อออก และอารมณ์แปรปรวน ซึ่งสมุนไพรตัวนี้ก็พบว่ามีการนำมาใช้ในผู้ป่วยสูติ-นรีเวชด้วย เนื่องจากอาการดังกล่าวสร้างความรำคาญหงุดหงิดให้กับคุณผู้หญิงไม่น้อย การหันมาใช้ Black Cohosh ก็อาจจะเป็นอีกทางเลือกที่น่าจะพิจารณา มากกว่าการแก้ปัญหาด้วยการทานยานอนหลับ
3. Vitamin D ถ้าพูดถึงวิตามินดี ทุกคนคงนึกถึงสรรพคุณในการป้องกันโรคกระดูกบางหรือพรุนที่พบได้บ่อยในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน และคิดว่าวิตามินดีไม่จำเป็นต้องไปเสริม เพราะการโดนแดดจะทำให้ร่างกายเราได้รับวิตามินดีเพียงพอ แต่จริงๆ แล้วในปัจจุบันเราพบว่าคนไทยขาดวิตามินดีเป็นจำนวนมาก รากสามสิบ เนื่องจากคนไทยกลัวแดด กลัวผิวคล้ำ มีรอยด่างดำ และเสี่ยงต่อโรคมะเร็งผิวหนังมากด้วย ซึ่งในงานวิจัยปัจจุบันเราพบว่าผู้ที่มีระดับวิตามินดีในเลือดสูงมากกว่า 50 ug/dl ขึ้นไปจะลดความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้มากถึง 4 อย่าง คือ โรคหัวใจ โรคมะเร็ง โรคกระดูก และโรคแพ้ภูมิตนเอง นอกจากนี้มีงานวิจัยที่แสดงถึงความสัมพันธ์ที่เป็นไปได้ของผู้ที่มีสุขภาพดีและอายุยืนคู่กับการมีระดับวิตามินดีในเลือดสูงอย่างเพียงพอ ทั้งนี้ต้องตรวจดูระดับวิตามินดี และกินวิตามินดีทดแทน เพราะการตรวจดูระดับวิตามินดีจากเลือดจะช่วยในการพิจารณาถึงปริมาณของวิตามินดีที่จะกินเสริม ซึ่งในผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะต้องการใช้มากน้อยไม่เท่ากัน

4. Calcium ถือว่าเป็นแร่ธาตุที่คนทั่วไปรู้จักดี โดยอยู่ในอาหารประเภทเนื้อสัตว์ นม ที่อุดมด้วยแคลเซียม แต่ถ้าเรามีปัญหาน้ำหนักตัวเกิน ไขมันในเลือดสูง ก็ควรเลือกอาหารประเภทงา งาดำ ถั่วต่างๆ จะได้แคลเซียมเช่นเดียวกัน ซึ่งปัญหาของการได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอก็คือเรื่องการดูดซึม คนทั่วไปคิดว่ากินแคลเซียมเสริมเป็นเม็ดๆ หรือเม็ดฟู่บ้าง ก็จะได้แคลเซียมที่เพียงพอ แต่จริงๆ แล้วการกินแคลเซียมเข้าไปร่างกายอาจดูดซึมได้ไม่ถึง 20% เพราะฉะนั้นเราจะได้ประโยชน์จากการกินแคลเซียมเสริมต้องรู้ก่อนว่าร่างกายเราจะดูดซึมแคลเซียมได้ดีหรือไม่

5 . Red yeast rice สมุนไพรตัวนี้ที่จีนใช้กันมานาน โดยเอามาทาเคลือบผิวเป็ดปักกิ่ง อีกทั้งยังมีสรรพคุณเรื่องการลดระดับไขมันคลอเลสเตอรอล ทั้งชนิดรวมและชนิดไม่ดี ซึ่งมีการศึกษาวิจัยจากทั้งที่จีนและอิตาลี โดยนำเอามาใช้ลดระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยที่เริ่มมีปัญหาไขมันคลอเลสเตอรอลระดับรุนแรงน้อยถึงปานกลางได้ดี คุณผู้หญิงที่เข้าวัยทองส่วนมากอาจจะต้องเริ่มพึ่งเจ้าสมุนไพรตัวนี้ เพราะการที่ฮอร์โมนเพศหญิงลดลงจะส่งผลในแง่ระบบการเผาผลาญมีปัญหา ไขมันคลอเลสเตอรอลในเลือดก็จะสูงขึ้นได้

6. Anti-oxidant วิตามินในกลุ่มนี้ ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินซี วิตามินอี สารกลุ่มแคโรทีน ไลโคพีน โคเอนไซม์คิวเท็น สารสกัดเมล็ดองุ่น สารสกัดเปลือกสนฝรั่งเศส แอสต้าแซนทิน และ เรสเวอลาทอร์ เป็นสารกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยมากในการป้องกันการเกิดโรคทั้งโรคหลอดเลือดอุดตันหัวใจและสมอง ลดการสร้างสารเบต้าอไมลอยด์ในสมอง ที่เป็นต้นเหตุของโรคความจำเสื่อม ลดการทำลายของคอลลาเจนที่ผิวพรรณ เสริมภูมิต้านทาน ลดโอกาสการเกิดโรคมะเร็ง

ปัจจุบันเราสามารถตรวจจากเลือดว่าเรามีการขาดสารพวกนี้หรือ ถ้าพบมีการขาดจริงก็ค่อยกินเสริมจะได้เกิดประโยชน์ และไม่ต้องเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินฟรีเพราะว่าร่างกายได้รับเพียงพออยู่แล้ว ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระบางตัวก็อาจจะยังตรวจจากเลือดไม่ได้ ซึ่งควรให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจก่อนว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเกิดโรคหรือไม่ โดยดูผลจากการตรวจสุขภาพ การปฏิบัติตัวและประวัติในครอบครัวร่วมด้วย รากสามสิบ.